Home>>รีวิว>>รีวิว Fitbit Luxe สมาร์ทแบนด์สายสุขภาพ ราคา 4,990 บาท
Fitbit Luxe สีครีม ตัวเรือนขอบสีทอง
รีวิว

รีวิว Fitbit Luxe สมาร์ทแบนด์สายสุขภาพ ราคา 4,990 บาท

แบรนด์ Fitbit นั้นผลิต Fitness tracker สำหรับคนรักสุขภาพเป็นหลักครับ และล่าสุดเพิ่งเปิดตัว Fitbit Luxe สมาร์ทแบนด์ดีไซน์หรู และเป็นสมาร์ทแบนด์ตัวแรกของแบรนด์ที่เป็นหน้าจอแบบสีครับ มันจะเป็นยังไงบ้าง ผมได้มีโอกาสลองใส่ใช้งานไปราวๆ 2 สัปดาห์ ก็จะมาขอเล่าประสบการณ์เท่าที่จะอำนวยภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กันครับ

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

Fitbit Luxe ที่รีวิวครั้งนี้ ได้รับความเอื้อเฟื้อจากทาง Fitbit ให้มาใช้ยาวๆ เพื่อจะได้เอาประสบการณ์มาเล่าสู่กันอ่าน เผื่อใครสนใจอยากซื้อหาไว้ใช้ครับ ยุคนี้สมัยนี้ต้องดูแลสุขภาพตัวเองงิ

เริ่มจากแกะกล่องก่อน กล่องนี่ก็สไตล์ของ Fitbit ครับ สวย ดูดี พรีเมี่ยม ภายในกล่องประกอบไปด้วยตัว Fitbit Luxe ที่ใส่สายแบบสั้นมาให้แล้ว และก็จะมีคู่มือการใช้งาน สายแบบยาวสำหรับเปลี่ยน และสายชาร์จที่เป็นหัวเฉพาะสำหรับรุ่นนี้อีกเส้นนึง

ส่วนดีไซน์ ก็ต้องบอกว่าเป็นสไตล์สมาร์ทแบนด์นั่นแหละครับ ตัวหน้าปัดมีความโค้งนิดๆ ให้ความรู้สึกดีตอนสัมผัส บอดี้น่าจะเป็นอลูมิเนียม และสายเป็นซิลิโคน มีให้เลือก 3 สี คือ ครีม (Soft gold) ที่ตัวเรือนจะมีเฟรมสีทอง เงาวาว กับสายสีเทาๆ, ชมพู (Orchid) เฟรมจะขอบสีเงิน และสีของสายจะออกแนวบานเย็นหน่อย และสุดท้ายคือสีดำ (Black) ที่ทั้งตัวเรือนและสายเป็นสีดำหมด ดูขรึมดี สามสีนี้ก็จะตอบโจทย์เรื่องการจับคู่กับสีเสื้อผ้าได้หลายแบบเลยแหละ และเช่นเคย ตัวสายก็ยังสามารถเปลี่ยนได้นะครับ

Fitbit Luxe สีดำ ด้านหน้า

หน้าปัดของ Fitbit Luxe นี่เป็นแบบ AMOLED มีขนาด 0.76 นิ้ว วัดตามแนวทแยง ความละเอียด 124×206 พิกเซล ก็เล็กตามสไตล์ของสมาร์ทแบนด์ที่มีขนาดตัวเรือนไม่ใหญ่ ผมมีข้อสังเกตว่าขอบจอนี่หนามากๆ ครับ ทั้งสี่ด้านเลย คาดว่าอาจจะเป็นเพราะต้องเอาไว้ซ่อนพวกเซ็นเซอร์ต่างต่างนานา แต่นั่นก็ทำให้รู้สึกว่า หน้าจอขนาดเล็กมาก ความละเอียดก็ไม่มากด้วย น่าจะมีปัญหาในการแสดงผลข้อมูลแหงๆ เลย

Fitbit Luxe สีดำ ด้านหลัง ที่สายด้านหนึงถูกถอดออกมาแล้ว

ด้านหลังของตัวเรือน เราจะเห็นโลโก้ของ Fibit เซ็นเซอร์ต่างๆ และขั้วทองเหลือ 4 จุด เอาไว้แปะกับที่ชาร์จแบตเตอรี่ซึ่งมีลักษณะเป็นแม่เหล็ก แปะปุ๊บติดปั๊บ ชาร์จเลย ตัวสายสามารถแกะออกได้ไม่ยาก เอาไว้เปลี่ยนกับสายสำรองที่ซื้อมา ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบมากๆ ถ้าเป็นสีดำก็จะเป็นสายหนังเรียบหรู ส่วนสีครีมกับสีชมพู สามารถเปลี่ยนเป็นสายโลหะแบบถัก สีทองกับสีเงิน เข้าคู่กับเฟรมได้ด้วย

สายพิเศษของ Fitbit Lux ทั้งสามแบบ ได้แก่ สายหนังสีดำ สายโลหะถักสีทองและเงิน

การใช้งานไม่ยุ่งยากครับ เรามีแอป Fitbit ดาวน์โหลดมาติดตั้งในสมาร์ทโฟน จากนั้นก็เอา Fitbit Luxe นี่ไปชาร์จ เปิดแอปมา แล้วก็เพิ่มอุปกรณ์เข้าไปในแอป เดี๋ยวมันก็ Detect เจอแล้วทำตามขั้นตอนที่ระบุบนตัวแอปเลย ไม่นานก็พร้อมใช้แล้ว ในส่วนของการใช้งาน ก็จะเน้นไปที่หน้าจอแบบสัมผัส คร่าวๆ ก็คือ

Fitbit Luxe สีดำ

• การปัดไปซ้าย-ขวา เป็นการเปลี่ยนหน้าจอแสดงผล ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกา การแจ้งเตือน การออกกำลังกาย การจับเวลา การผ่อนคลาย
• การปัดขึ้น-ลง ในบางหน้าจอ ก็คือการเข้าไปดูตัวเลือกต่างๆ ที่มีสำหรับหน้าจอนั้นๆ
• การปัดจากบนลงล่าง ในหน้าจอนาฬิกา จะเป็นการเข้า Quick settings สำหรับเปิดปิดฟังก์ชันอย่าง Do not disturb (DND), Water lock และ Screen wake และเข้าไปใน Settings
• การปัดจากซ้ายไปขวา เวลาเราเข้าเมนูอะไรไปแล้ว จะเป็นการถอยกลับไปหน้าจอก่อนหน้าครับ คล้ายๆ กับการกดปุ่ม Back นั่นเอง

ข้อสังเกตคือ เจ้านี่ไม่มีการ เปิด-ปิด นะครับ เมื่อใช้แล้วก็เปิดไปตลอดเลย และจะปิดก็ต่อเมื่อแบตเตอรี่หมดนั่นแหละครับ จริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะว่าในฐานะของ Fitness tracker เราก็ควรจะสวมใส่มันซะเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว แล้วก็คอยชาร์จแบตเตอรี่ไปเรื่อยๆ

ลองใส่แล้ว ก็โอเคอยู่นะ ขนาดข้อมือผู้ชายที่แอบค่อนข้างใหญ่แบบผม ไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้สายยาว มันก็ยังยาวพอสำหรับสวมข้อมือผมอยู่นะ ใครที่ข้อมือใหญ่มากๆๆๆๆๆ จริงๆ ค่อยเปลี่ยนไปใช้สายยาวครับ น้ำหนักเรียกว่าเบามาก ผมลองชั่งแล้ว ตัวสมาร์ทแบนด์รวมสายซิลิโคนแบบสั้นหนัก 27 กรัมเท่านั้นเอง

ในการใช้งาน แน่นอนว่า Fitbit Luxe ใช้คู่กับแอป Fitbit ที่มีให้ดาวน์โหลดทั้งเวอร์ชันสำหรับระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ครับ แอปนี้จะทำหน้าที่ในการปรับแต่งตัว Fitbit Luxe ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหน้าปัดนาฬิกา หรือการจัดลำดับประเภทการออกกำลังกายที่แสดงผลบนจอสมาร์ทแบนด์ตัวนี้ เพื่อให้สะดวกในการเข้าถึง เพราะเราก็อยากจะให้การออกกำลังกายที่เราทำบ่อยๆ มันอยู่ลำดับต้นๆ ใช่แมะ นอกจากนี้ก็ใช้อัปเดตเฟิร์มแวร์ด้วยนะครับ

ในการออกกำลังกาย ด้วยข้อจำกัดด้านขนาดของสมาร์ทแบนด์ มันก็จะมีประเภทของการออกกำลังกายให้เลือกไม่เยอะมาก ก็จะมี การเดิน, การเดิน/วิ่ง บนลู่วิ่ง, การวิ่ง, การขี่จักรยาน, การว่ายน้ำ และการออกกำลังกาย แต่ก็ถือว่าเป็นโหมดการออกกำลังกายหลักๆ ที่คนเราทำมักทำกันนั่นแหละ นอกจากนี้ มันก็มีเซ็นเซอร์ที่สามารถนำมาใช้เพื่อคำนวณหรือตรวจติดตามข้อมูลสุขภาพต่างๆ ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด หรือ SpO2 (รออัปเดตอยู่ ตอนนี้ยังไม่มี), อัตราการเต้นของหัวใจ ฯลฯ

Fitbit Luxe สีดำ ขณะกำลังแสดงผลอัตราการเต้นหัวใจ ตอนที่กำลังออกกำลังกาย

ทว่าข้อจำกัดสำคัญของ Fitbit Luxe ตัวนี้คือการที่หน้าจอมันค่อนข้างเล็กครับ การแสดงผลข้อมูลการออกกำลังกายจึงค่อนข้างจำกัด เช่น เวลาที่เราวิ่ง มันก็จะแสดงผลข้อมูลแค่อัตราการเต้นของหัวใจ แต่ถ้าจะดูว่าเราออกกำลังกายมากี่นาทีแล้ว มันต้องหยุดเพื่อเพ่งหน้าจอเลยครับ สำหรับคนที่ชอบดูข้อมูลระหว่างการออกกำลังกาย อาจจะรู้สึกว่าลำบากครับ

ข้อมูลการออกกำลังกายบนลู่วิ่ง บนแอป Fitbit

ข้อมูลการออกกำลังกาย ก็จะถูกซิงก์มาไว้ที่แอป Fitbit เพื่อเก็บไว้ดูข้อมูลสถิติได้ครับ แต่ถ้าใครอยากจะได้ข้อมูลวิเคราะห์ที่ละเอียดขึ้น อันนี้ก็ต้องไปสมัครสมาชิก Fitbit Premium เพิ่มครับ ซึ่งเราก็จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้มากขึ้น และมีฟีเจอร์จำพวก Stress management ขั้น Advanced หรือ Health Metrics dashboard มาให้ดูเพิ่ม และหากซื้อแพ็กเเกจแบบ Health coaching ก็จะได้แชทแบบตัวต่อตัวกับโค้ชด้วย แต่ก็เป็นภาษาอังกฤษนะ

การแสดงผลภาษาไทยที่เป็นอักขระอ่านไม่ออกบน Fitbit Luxe

ในการใช้งานประจำวัน ในฐานะสมาร์ทแบนด์ เจ้านี่ก็สามารถแสดงการแจ้งเตือนต่างๆ ที่มาจากแอปต่างๆ ได้ แต่ด้วยความที่หน้าจอมันเล็กอีกเช่นเคย การอ่านก็เป็นเรื่องที่ลำบากนิดนึง แถมมันยังแสดงผลภาษาไทยไม่ได้อีกต่างหาก ซึ่งผมก็แอบแปลกใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ก็ Fitbit ก็เพิ่งมีอัปเดต 5.2 ก็เพิ่งรองรับภาษาไทยไป แต่ Fitbit Luxe ที่มาหลังจากนั้น กลับไม่รองรับภาษาไทย 🙄🙄

ข้อมูลการนอนหลับวันที่ 16 กันยายน แสดงผลบนแอป Fitbit

นอกจากนี้ การสวมใส่ไว้เกือบจะตลอดเวลา แม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย มันก็จะสามารถตั้งเวลาเตือนให้เราขยับเนื้อขยับตัวบ้าง นับก้าวเดินของเราได้ ใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ มาประเมินความเครียดของเราให้เป็นคะแนน หรือแม้แต่ตรวจจับการนอนหลับ เพื่อให้ข้อมูลคร่าวๆ ว่าการนอนหลับของเราเป็นยังไงบ้าง นอนไปกี่ชั่วโมง มีการตื่นระหว่างหลับบ้างไหม อะไรแบบนี้

พวก Health metrics ที่จะเก็บค่าพวก อัตราการเต้นของหัวใจในขณะนอนหลับ ความแปรผันของอัตราการเต้นหัวใจ (Heart rate variability หรือ HRV) การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวหนังขณะหลับ อัตราการเต้นหัวใจขณะพักผ่อน ก็มีการเก็บข้อมูลไว้ให้ดู แต่จะดูได้แค่ 7 วันย้อนหลังครับ ถ้าอยากดูได้ระดับ 30 วัน ต้องสมัคร Fitbit Premium เรียกว่าแอบให้น้อยไปหน่อย คือ คู่แข่งบางค่ายอ่ะ เขาเก็บให้ดูกันเป็นปีเลยฮะ ความเห็นของผมคือ Fitbit ควรจะให้ดูประวัติข้อมูลย้อนหลังได้เต็มเหนี่ยวกว่านี้หน่อย แต่ถ้าอยากได้ข้อมูลวิเคราะห์ที่ดี ละเอียด ซึ่งเป็นของถนัดของ Fitbit ค่อยต้องสมัครเป็น Fitbit Premium น่าจะดีกว่า

Fitbit Luxe ขณะกำลังชาร์จอยู่ หน้าจอแสดงผลแบตเตอรี่ 29%

แบตเตอรี่ ทาง Fitbit บอกว่าอยู่ได้สบายๆ 5 วัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่การตั้งค่าการใช้งาน และความหนักหน่วงในการใช้งาน ของผมเนี่ย ใส่เกือบตลอดเวลา และมีการออกกำลังกายโดยวิ่งบนลู่แบบวันเว้นวัน วันละ 35-45 นาที แล้วแต่ความฟิต เปิดการแจ้งเตือนเฉพาะที่จำเป็น เช่น LINE, Facebook Messenger, SMS, โทรศัพท์ แค่นี้พอ แบตเตอรี่ก็อยู่ได้ราวๆ 5 วันสบายๆ ครับ

บทสรุปการรีวิว

เป็น Fitness tracker ที่ครบเครื่อง ใส่ประจำวันก็ได้ น้ำหนักเบามาก ขนาดกะทัดรัด ดีไซน์ที่เขาบอกว่าเป็น Jewelry design เขากะให้เป็นสมาร์ทแบนด์สายแฟชั่นอยู่แล้ว เน้นให้ใส่แล้วดูดี ดูสวย สาวๆ น่าจะชอบแหละ แถมใส่ได้ยันนอนหลับ ผมว่าสำหรับคนที่อยากติดตามคุณภาพการนอนของตัวเองด้วย Fitbit Luxe นี่ตอบโจทย์มาก เพราะสวมใส่แล้วไม่ได้รู้สึกขัดขวางการนอน หรือมีอะไรแปลกปลอมมาเลย แต่สนนราคา 4,990 บาท ก็เรียกว่าแอบแรงนิดนึง ในยุคที่สมาร์ทแบนด์แบรนด์จีนถล่มราคากันน่าดู แต่ก็ต้องยอมรับว่า Fitbit ได้เปรียบในแง่ของชื่อเสียงในฐานะผู้ผลิต Fitness tracker แหละ เขาเชี่ยวชาญจริงๆ แต่ข้อจำกัดร้ายแรง ที่ผมอยากให้ Fitbit แก้ไขอย่างมากหากจะทำตลาดในไทยก็คือ การรองรับการแสดงผลภาษาไทย

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.