Home>>รีวิว>>รีวิว Nissan Kicks e-POWER ภาค 2 หลังจากซื้อมาขับได้แล้ว 3 เดือน เป็นยังไงบ้าง?
ด้านหน้าของรถยนต์ Nissan Kicks ที่จอดอยู่ในที่จอดรถที่บ้าน
รีวิว

รีวิว Nissan Kicks e-POWER ภาค 2 หลังจากซื้อมาขับได้แล้ว 3 เดือน เป็นยังไงบ้าง?

ก่อนหน้านี้ผมได้ยืม Nissan Kicks e-POWER มาทดลองขับไป แล้วก็เหมือนบุพเพสันนิวาส ที่ทำให้ดีล Toyota Corolla Cross ที่คุยกับเซลส์ไว้ตอนต้นปี มันจบไม่สวยเท่าไหร่ ประกอบกับความที่ผมเองก็อยากได้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนแบบไฟฟ้า 100% แต่ใช้น้ำมัน ซึ่งก็มีไอ้รุ่นนี้รุ่นเดียวนี่แหละให้เลือก ก็เลยกลายเป็นว่าผมซื้อมาใช้เองเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานหลักๆ ก็จะเป็นคุณแม่ของผม และผมเป็นผู้ใช้งานรองครับ และนี่คือประสบการณ์ในการขับขี่ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

การรีวิวประสบการณ์ขี่หลังผ่านไป 3 เดือนนี้ ไม่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากใครทั้งสิ้นนะครับ ซื้อมาขับเอง เล่าประสบการณ์ให้อ่านเองจริงจังครับ

การขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า แต่เติมน้ำมันเป็นยังไงบ้าง?

สำหรับการขับขี่แบบไฟฟ้า 100% เมื่อเทียบกับการขับขี่ด้วยน้ำมันแล้ว สำหรับคนทั่วไปเช่นคุณแม่ของผม สิ่งที่จะเห็นความแตกต่างได้ชัด จะมี 2 เรื่องหลัก คือ

➊ อัตราเร่งที่สูงกว่ารถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์น้ำมัน ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เร่งได้ตามตีนเลย คือ เหยียบคันเร่งปุ๊บ เครื่องก็วิ่งเร็วขึ้นไม่ต้องมารอรอบ รอบเปลี่ยนเกียร์ใดๆ เวลาจะออกจากซอย จะต้องเร่งแซงไวๆ มันทำได้ดีกว่ามากมาย อันนี้คือข้อได้เปรียบของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

➋ ความเร็วสูงสุด ทำได้ไม่ดีเท่ากับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์น้ำมัน แต่สำหรับคนทั่วไป เช่นผม ที่ปกติก็ขับแค่ไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจใดๆ ในเรื่องนี้ ผมเคยเหยียบไปเร็วสุดแถวๆ 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง ครับ แต่ก็เฉพาะตอนที่ต้องเร่งแซงจริงจัง ระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่สำหรับคนที่ชอบเหยียบเต็มเหนี่ยวเวลาถนนทางตรงโล่งๆ ในต่างจังหวัด อาจจะไม่หนำใจ

นอกจากนี้ สำหรับบางคนที่เลือกเยอะเรื่องยี่ห้อน้ำมันที่จะเติม เช่น กรณีของผมเนี่ย เน้น Shell เป็นหลักครับ โดยเฉพาะหากช่วงไหนต้องการที่จะเร่งเครื่องแซงชาวบ้านได้สะดวกๆ ก็จะเติม V-POWER 95 เลยครับ จ่ายแพงเข้าไปอีก แต่น้ำมันเขาแรงจริง ถ้าเป็น ปตท. นี่ผมเก็บไว้เป็นตัวเลือกสุดท้ายเลย (แม้ปั๊มทั่วประเทศจะเยอะมากก็ตาม) พอได้มาใช้ e-POWER ที่น้ำมันทำหน้าที่แค่ปั่นไฟเท่านั้น ตัวเลือกน้ำมันก็ไม่ประเด็นมากแล้ว ผมนี่เติม E20 ปั๊มไหนก็ได้ ตามสะดวกเลยครับ (แต่ผมก็ยังเติม Shell เป็นหลักอยู่ดีนะ เพราะปั๊มแถวบ้านเยอะ แถมผมก็สะสมแต้มอยู่แล้ว แต่เวลาผมออกต่างจังหวัด ผมก็ไม่ต้องเลือกมากเรื่องปั๊มแล้ว)

หน้าจอแดชบอร์ดของ Nissan Kicks ที่แสดงรายงานการขับขี่

ประหยัดน้ำมันไหม? เป็นคำถามที่หลายคนถามกันเยอะ ซึ่งบอกเลยว่า รถยนต์ที่เป็น EV 100% ประหยัดสุดครับ เพราะชาร์จไฟเอาเนาะ แต่การที่รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% แต่ต้องเอาน้ำมันมาปั่นไฟเนี่ย ผมรู้สึกว่ามันมีจุดให้เสียพลังงานสองเด้ง คือ ตอนเอาน้ำมันมาปั่นไฟ แล้วก็ตอนที่เอาไฟมาขับเคลื่อนมอเตอร์อีกที แต่ตามสเปกที่ Nissan เคยให้ไว้ก็คือ กินน้ำมันเฉลี่ย 23 กิโลเมตร/ลิตร ในกรณีทั่วไป และอาจประหยัดได้ถึง 27 กิโลเมตร/ลิตร เมื่อขับขี่ในเมือง

ปัญหาของผมคือ ผมไม่ได้ซื้อมาขับขี่ในเมืองครับ เน้นขับขี่ทียาวๆ ระดับ 20 กิโลเมตร และยิ่งถ้าไปเที่ยวนี่คือเป็นร้อยกิโลเมตรอย่างต่ำ และที่สำคัญคือ โหมดของการขับขี่มีผลต่ออัตราการใช้น้ำมันอย่างมากด้วย ทำให้จนถึงทุกวันนี้ ค่าเฉลี่ยของอัตราการใช้น้ำมันอยู่ที่ 18.4 กิโลเมตร/ลิตร ครับ ในขณะที่ผมเคยทำสถิติประหยัดน้ำมันสุดคือ 29.6 กิโลเมตร/ลิตร เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น อ่านหัวข้อต่อไป

คนขับขี่รถยนต์ใช้น้ำมันมาตลอด มาขับ Nissan Kicks e-POWER ต้องปรับตัวแค่ไหน?

ถ้าคุณขับขี่ในโหมดปกติ เรียกว่าไม่ต้องปรับตัวเลยครับ เพราะโหมดปกติของ Nissan Kicks e-POWER นี่เหมือนกับการขับขี่รถยนต์ตามปกติเลย สิ่งที่คุณจะรู้สึกแตกต่างก็แค่ว่ามันเร่งความเร็วได้เร็วขึ้น ทำให้สะดวกต่อการแซง ก็เท่านั้น แต่ถ้าคุณเปลี่ยนมาขับในโหมด S หรือโหมด ECO เนี่ย คุณจะต้องปรับตัวอยู่บ้าง เพราะมันจะเป็นโหมด One Pedal แล้ว คือไม่จำเป็นไม่ต้องเหยียบเบรก การปล่อยคันเร่งจะทำให้รถยนต์เบรกไปในตัว (แน่นอน ไฟเบรกติดด้วย ถ้าเกิดว่าความเร็วตกลงในระดับนึง) จากเดิมที่คุณชะลอความเร็วรถด้วยการแค่ปล่อยคันเร่งแล้วเอาเท้าไปรอไว้ที่เบรก โหมด One Pedal จะเป็นการผ่อนคันเร่ง โดยที่เท้าเรายังแตะเบรกเอาไว้อยู่ การเหยียบเบรกจมมากน้อย จะเป็นตัวกำหนดความเร็วของรถ

ภาพภายในรถยนต์ Nissan Kicks ขณะกำลังขับขี่

การขับในโหมด S หรือ ECO ที่ใช้โหมด One Pedal มีประโยชน์คือ

➊ ขับขี่สบายเท้ามาก โดยเฉพาะกรณีในเมืองที่ต้องเบรกบ่อยๆ แค่เหยียบ ผ่อน ปล่อย แต่คันเร่งอย่างเดียว สบายสุดๆ ต้องลองขับเองจะรู้ครับ

➋ การชะลอความเร็วด้วยการผ่อนคันเร่ง หรือการเบรกด้วยการปล่อยคันเร่ง ในโหมด One Pedal จะเป็นการปั่นไฟฟ้ากลับเข้าไปที่แบตเตอรี่ ส่งผลให้ช่วยประหยัดน้ำมัน และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้สามารถมีอัตราการใช้น้ำมันที่ 23-27 กิโลเมตร/ลิตร ตามที่ Nissan เขาบอกได้ แต่ถ้าขับแบบรถยนต์ปกติ เหยียบเบรก อะไรพวกเนี้ย แบบที่แม่ผมทำ มันก็จะไม่ช่วยอะไรมาก ถึงเป็นที่มาที่ค่าเฉลี่ยอัตราการใช้น้ำมันของรถ Nissan Kicks ของผมอยู่ที่ 18.4 กิโลเมตร/ลิตร ไง ถ้าผมขับ จะมีอัตราการใช้น้ำมันอยู่ที่ 20-25 กิโลเมตร/ลิตร ครับ แต่ผมขับน้อยกว่าแม่ ตัวหารมันเยอะ อัตราการใช้น้ำมันโดยเฉลี่ยของรถผมเลยแอบสูง

➌ การที่ระบบเบรกมันกลับไปปั่นไฟให้แบตเตอรี่ มันไม่ได้ใช้ผ้าเบรกครับ การสึกหรอก็จะลดลง ยืดอายุการใช้งาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยเหมือนเมื่อก่อน แต่นั่นก็เฉพาะกรณีที่เราขับในโหมด One Pedal เป็นหลัก ซึ่งกรณีของรถ Nissan Kicks ของผม ที่แม่ีเน้นขับโหมดปกติ ก็จะไม่ค่อยช่วยอะไร และคุณแม่ผมก็เคยลองโหมด One Pedal แล้ว แกไม่โอเคเท่าไหร่ ไม่ชิน

เทคโนโลยีเยอะแยะ ผู้สูงอายุที่ไม่ถนัดเรื่องเทคโนโลยีจะมีปัญหาไหม?

แม่ผมอายุเกือบ 70 แล้วครับ แกก็เหมือนกับผู้สูงอายุทั่วไป ที่ใช้งานเทคโนโลยีไม่ค่อยคล่อง พอแชท LINE ได้ เล่น Facebook เป็นเท่าที่ลูกๆ จะสอนให้เล่น อารมณ์ไถฟีดได้ คอมเมนต์คนได้ โพสต์ภาพเป็น ทำ LINE call/video call ได้ แค่นั้น อ่าน SMS หรืออีเมลคือไม่ใช่งานถนัด มาเจอกับ Nissan Kicks e-POWER ที่มีจอสัมผัส พร้อมระบบ CarPlay ของ Apple เข้าไป เป็นยังไงบ้าง?

หน้าจอคอนโซล แสดง Google Maps อยู่

• ระบบ CarPlay เชื่อมต่อได้ไม่ยุ่งยากมาก พอจะสอนให้คุณแม่เปิดใช้ Google Maps เพื่อนำทางได้ แต่ด้วยความที่ไม่ถนัดจริงๆ จึงมักจะหลงซะมากกว่า หรือหาสถานที่ที่จะไปไม่เจอ นอกจากนี้ เวลาเสียบสายใช้ CarPlay มันแอบหน่วงๆ ตอนเชื่อมต่อแว้บนึง แล้ว สว. ใจร้อนอะ ก็นึกว่าใช้งานไม่ได้ แต่การใช้จอสัมผัสไม่ใช่ปัญหาใดๆ อันนี้ต้องขอบคุณการมีอยู่ของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ที่ทำให้แม่ไม่มีปัญหากับจอสัมผัส

หน้าจอคอนโซล แสดงโหมดวิทยุ FM

• ระบบวิทยุ แอบยุ่งยาก ปุ่มก็เยอะ คุณแม่งงครับ แต่ข่าวดีคือ แกฟังอยู่ไม่กี่คลื่น เราก็ถามเลย อยากฟังคลื่นไหนบ้าง เมมไว้ให้หมด แล้วก็สอนแม่เปิดวิทยุจากที่เมมไว้นั่นแหละ จบ อันนี้โคตรง่าย

หน้าจอแดชบอร์ด แสดงข้อมูลการไหลเวียนของพลังงานในรถยนต์

• หน้าแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูล ด้วยความที่มันเป็นของใหม่ เวลามันแสดงผลผิดแปลกไปจากเดิม แม่ผมก็จะนอยด์ครับ เช่น วันก่อนผมมีเปิดดูหน้าจอแสดงระบบพลังงานที่จะบอกว่าตอนนี้มันปั่นไฟเข้าแบตอยู่ หรือเอาไฟจากแบตมาขับมอเตอร์ อะไรแบบนี้ คือ ตอนขับก็อยากดูเพื่อศึกษารูปแบบการขับขี่ของตัวเอง แต่ลืมปรับกลับไปที่หน้าจออันกลาง (ไอคอนรูปกล้าไม้) แม่มาเจออันนี้ ตกใจ นึกว่าเกิดอะไรขึ้นกับรถยนต์ รีบโทรมาถามผมใหญ่เลย

• แต่แม่ผมไม่มีปัญหาที่จะเข้าใจเรื่องระบบขับขี่ที่แตกต่างกันออกไป ระหว่าง โหมดปกติ, โหมด S และ โหมด ECO นะครับ ผมขับโหมด S เวลาจอดรถ ไม่ต้องมาเปลี่ยนโหมดให้เสียเวลา แม่ผมมาขับต่อ แกก็จำได้ว่าต้องไปกดเปลี่ยนโหมดที่ตรงไหน และหน้าจอมันจะขึ้นว่ายังไง เวลาอยู่ในโหมดปกติ สอนแป๊บเดียว เก็ทเลย

โดยรวมก็คือ ถ้าไม่เน้นอะไรซับซ้อน แค่ขับรถเฉยๆ ผู้สูงอายุที่แม้จะไม่ถนัดเรื่องเทคโนโลยีก็ขับขี่ Nissan Kicks ได้สบายๆ

โดยรวมแล้วก็ถือว่าประทับใจ Nissan Kicks e-POWER เรียกว่าคิดไม่ผิดที่ซื้อมา

ก็ต้องถือว่า Nissan Kicks e-POWER นี่ ตอบโจทย์ความต้องการของผมแหละ และแม่ผมก็ไม่มีปัญหาใดๆ ในการใช้งาน จริงๆ ต้องบอกว่าพอดีไซต์เป็น Hatchback ก็ยิ่งทำให้ขนของต่างๆ สะดวกขึ้นมาก เฉพาะด้านหลังก็เก็บของได้เยอะกว่าตอนผมใช้ Nissan Sylphy แล้ว ยิ่งพับเบาะลงได้ ยิ่งทำให้ขนของได้หลากหลายขึ้น สะดวกแม่ผมเลย แต่ผมก็ยังมีเรื่องให้ติเหมือนตอนที่รีวิวไว้ตอนแรกนั่นแหละ คือ ราคาแอบแรงกับฟีเจอร์ที่ให้มา เมื่อเทียบกะคู่แข่ง กับ ขนาดห้องโดยสารที่คับแคบ แล้วก็ไม่มีช่องแอร์ ให้คนนั่งด้านหลัง คือ Sylphy ราคาถูกกว่าหลายแสนยังมีให้เลยอ้ะ!!

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.