Home>>รีวิว>>รีวิว Windows 11 อีกรอบ หลังจากใช้มาได้เกือบครึ่งปี ตั้งแต่ของหลุด ยันตัวเต็ม ว่าเป็นยังไงบ้าง
แบ็กกราวด์ใน Dark mode ของ Windows 11
รีวิวบ่นเรื่อยเปื่อย

รีวิว Windows 11 อีกรอบ หลังจากใช้มาได้เกือบครึ่งปี ตั้งแต่ของหลุด ยันตัวเต็ม ว่าเป็นยังไงบ้าง

ผมได้ลองใช้ Windows 11 มาตั้งแต่ตอนเป็นตัวหลุดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 และก็ได้ลองทั้งแบบ Insider preview ที่จงใจเลือกโหดระดับ Dev channel เรื่อยมาจนเขาปล่อยตัวเต็มออกมานั่นแหละ ถึงได้ยอมเปลี่ยนมาอัปเกรดคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องของผมเป็นเวอร์ชันเต็มสำหรับผู้ใช้งาน (จริงๆ คือ รำคาญที่จะต้องมาเซ็ต Wallpaper น้องแมวใหม่ทุกรอบ หลังอัปเดต Windows 11 Insider Preview Dev channel ทุกสัปดาห์น่ะ) และนี่ก็ใช้งานมาร่วมๆ ครึ่งปีแล้ว อะไรๆ บน Windows 11 มันก็ควรจะเริ่มนิ่งๆ ได้แล้ว ก็ได้เวลาที่จะมารีวิวกันอีกรอบซักที ว่าเป็นยังไงบ้างละนะ

Microsoft คุณหลอกดาว ไหนบอกว่า Windows 10 เป็นเวอร์ชันสุดท้ายไง(วะ)?

6 ปีที่แล้ว เจอร์รี่ นิกสัน Developer evangelist ได้พูดในงาน Ignite ว่า “Right now we’re releasing Windows 10, and because Windows 10 is the last version of Windows, we’re all still working on Windows 10.” หรือพูดง่ายๆ ก็คือ Windows 10 จะเป็นเวอร์ชันสุดท้ายของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โดยแนวทางในอนาคตจะเป็นว่า ตัว Windows 10 จะมีการอัปเดตเรื่อยๆ ทั้งในส่วนของการแก้ไขบั๊ก และการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ

แต่สุดท้าย Windows 11 มันก็ออกมาครับ 🤣🤣 เอาน่า ก็คนที่พูดไม่ใช่ CEO สัตยา นาเดลลา ของ Microsoft นี่นะ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่น่าแปลกใจอะไรนะครับ เพราะเมื่อมันมีการอัปเดตขนานใหญ่แบบที่เปลี่ยนหน้าตาของระบบปฏิบัติการไป มันก็ไม่แปลกไหมที่เลขเวอร์ชันก็จะต้องเพิ่มตามไปด้วย นี่ยังไม่นับเรื่องที่ว่าคู่แข่งอย่าง Apple เขาก็ยังนับเลขเวอร์ชันต่อไปเรื่อยๆ อยู่นะ (macOS Monterey นี่คือเวอร์ชัน 12 แล้วนะ)

อัปเกรดเป็น Windows 11 ฟรี แต่ไม่ใช่ทุกเครื่องที่จะอัปเกรดได้ง่ายๆ

ด้วยความที่ Microsoft ดูจะต้องการควบคุมฮาร์ดแวร์ที่จะติดตั้งระบบปฏิบัติการวินโดวส์ในระดับนึง เขาเลยมีการกำหนดสเปกขั้นต่ำที่จะติดตั้ง Windows 11 เอาไว้ ซึ่งได้แก่

✅ CPU ความเร็วอย่างน้อย 1GHz แบบ 64-bit 2-core ขึ้นไป
✅ หน่วยความจำอย่างน้อย 4GB
✅ เนื้อที่เก็บข้อมูลอย่างน้อย 64GB
✅ เฟิร์มแวร์เป็นแบบ UEFI รองรับ Secure Boot
✅ มี TPM (Trusted Platform Module) เวอร์ชัน 2.0
✅ กราฟิกชิปเซ็ต หรือ กราฟิกการ์ด รองรับ DirectX 12 หรือใหม่กว่า พร้อมไดรเวอร์ WDDM 2.0
✅ จอแสดงผล ขนาด 9 นิ้วขึ้นไป รองรับสีระดับ 8-bit และมีความละเอียด HD 720p ขึ้นไป

และไอ้ที่มันมีดราม่าที่สุด ก็น่าจะเป็นตอนที่ Microsoft กำหนดให้คอมพิวเตอร์ต้องใช้ CPU เป็น Intel 8th Gen หรือ AMD Ryzen 2nd Gen หรือใหม่กว่า กับมีชิป TPM 2.0 นี่แหละ แต่ภายหลัง Microsoft ยอมโอนอ่อนผ่อนตามมาหน่อย ยอมให้ผู้ใช้งานอัปเกรดเป็น Windows 11 ได้ แม้จะใช้ CPU ที่ไม่รองรับ แต่ต้องไปแก้ Registry เอา (อ่านวิธีได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft) และต้องยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการอัปเกรดนี้เอง (เช่น ระบบอาจไม่เสถียร เป็นต้น)

ฉะนั้น ก็ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องและทุกคน ที่จะอัปเกรดไปเป็น Windows 11 ละนะ และ Windows 10 ก็จะหมดการสนับสนุนไปในอีก 4 ปีข้างหน้า แต่สำหรับคนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ CPU รุ่นเก่าขนาดนี้ ถึงตอนนั้นก็ควรจะถึงเวลาที่จะอัปเกรดฮาร์ดแวร์ซะที และก็จะได้ Windows 11 pre-installed มาให้แหละ

หน้าตาใหม่ของ Windows 11

Windows 11 มาพร้อมกับ User Interface ใหม่เอี่ยมเลยครับ เปลี่ยนไปเยอะมาก เริ่มตั้งแต่ตอนติดตั้งเลย ดูมีความเป็นระบบปฏิบัติการสมัยใหม่มากขึ้น และติดตั้งด้วยตนเองได้ง่ายขึ้นมาก แต่มันแอบมีความวุ่นวายนิดนึงคือ Microsoft พยายามที่จะให้ทุกคนล็อกอิน Windows 11 ด้วย Microsoft Account เลยไม่ทำตัวเลือกให้สร้าง Local admin user ง่ายๆ ครับ (แต่สามารถสร้างได้นะ แค่พยายามล็อกอิน แต่ล็อกอินไม่ได้ เดี๋ยวมันก็จะให้ข้อเสนอในการสร้าง Local user มาชั่วคราวแหละ)

ขั้นตอนการเลือก Keyboard layout ตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 11

การที่ Microsoft พยายามบังคับให้ผู้ใช้งานต้องล็อกอินเข้าใช้ Windows ด้วย Microsoft Account เป็นอะไรที่พอจะเข้าใจได้ครับ นั่นก็เพื่อที่จะเชื่อมประสบการณ์ในการใช้งานนั่นเอง คือ พอล็อกอินแล้ว มันก็จะสามารถซิงก์ข้อมูลต่างๆ ข้ามอุปกรณ์กันได้ (ในกรณีที่มีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง) และจะล็อกอินเข้า OneDrive ให้ไปด้วยเลย

User Interface ของ Windows 11 ผมขอเรียกว่าเป็นการอัปเกรดจาก Windows 10 ก็แล้วกันครับ แต่ทำให้สวยงามขึ้น และสมบูรณ์แบบขึ้น เริ่มจาก Start menu ที่ย้ายที่จากเดิมที่อยู่ด้านซ้าย มาเป็นอยู่ตรงกลาง (แต่สามารถไปตั้งค่าให้กลับไปอยู่ทางซ้ายได้นะ ถ้าต้องการ) ซึ่งชัดเจนว่าพยายามสนับสนุนให้ผู้ใช้งานเอาพวกไอคอนทางลัดสำหรับเรียกใช้โปรแกรมต่างๆ ไปวางไว้ที่ Taskbar ไปเข้าสไตล์ Docking ของระบบปฏิบัติการคู่แข่งอย่าง macOS และเมื่อเรียก Start menu ขึ้นมาแล้ว ก็จะเห็นพวกไอคอนทางลัดเข้าโปรแกรมอื่นๆ เพิ่ม ซึ่งเราจะสามารถปักหมุด (Pin) ไว้ได้ และมีรายชื่อของไฟล์ที่ Windows 11 มันนึกว่าเราน่าจะใช้ขึ้นมานำเสนอให้

หน้าจอตั้งค่า Volume mixer ของ Windows 11

เพราะการตั้งค่าหลายๆ อย่างของ Windows 10 เนี่ย มันยังอยู่บน User Interface เดิมๆ ของระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันก่อนหน้า แต่บน Windows 11 เนี่ย หลายๆ จุดได้มีการอัปเดตหน้าตา ให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้น เช่น Volume mixer ที่แต่เดิมก็จะเด้งออกมาเป็น User Interface ของ Windows แบบเดิมๆ สมัยก่อน Windows 10 แต่พอมาเป็น Windows 11 ก็ถูกจัดให้อยู่ใน Settings โดยสมบูรณ์แล้ว เป็นต้น

นี่ยังไม่นับที่ว่า Settings นี่ก็ถูกออกแบบมาใหม่ มีความคล้ายกับหน้าจอ Settings ของพวกสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมากขึ้น โดยยึดแนวทางที่ Windows 10 ใช้ แต่มีการจัดหมวดหมู่ที่ชัดเจนขึ้นและดูสวยขึ้นด้วย สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป การตั้งค่าต่างๆ ก็สามารถทำได้จาก Settings นี่สมชื่อแล้ว แม้ว่าจะมีการตั้งค่าบ้างอย่างที่ลึกๆ ที่ยังคงเป็น User Interface เดิมๆ อยู่ ซึ่งผมคิดว่าในอนาคต ก็จะค่อยๆ ทยอยๆ โดนเอาไปรวมใน User Interface แบบใหม่ครับ แค่อาจต้องรออัปเดตไปเรื่อยๆ ละนะ

มียุค Windows Vista อะ ที่ Microsoft พยายามจะทำ Windows ให้ดูออกมาสวยๆ แต่ปรากฏว่าไม่เวิร์กเท่าไหร่ เพราะความสวยมันต้องแลกมาด้วยทรัพยากรที่ถูกใช้ไปเพื่อเรนเดอร์กราฟิกออกมาอะ แต่ในยุค Windows 11 นี่ เบาใจได้หน่อย เพราะฮาร์ดแวร์มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมาก จนการเรนเดอร์เอฟเฟ็กต์อะไรพวกนี้ มันไม่ได้กินทรัพยากรอะไรมากมายแล้ว

หน้าจอการตั้งค่าโหมดการแสดงผลของ Windows 11

อีกสิ่งหนึ่งที่ Windows 11 ทำได้ดีขึ้น คือ Dark mode ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากขึ้นในหมู่ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มีผุ้คนจำนวนไม่น้อยที่ชอบใช้ Dark mode มากขึ้น เพราะหน้าจอสีขาวๆ มันแสบตาอะ โดยเฉพาะหากต้องจ้องหน้าจอเป็นเวลานานๆ แต่ Windows 11 มีการตั้งค่าให้เลือกแค่ว่าจะเป็น Light หรือ Dark เท่านั้น และแยกเป็นตัว Windows กับตัวโปรแกรม (หรือ App) ได้ แต่ไม่สามารถสลับไปมาระหว่าง Light/Dark อัตโนมัติตามช่วงเวลาได้ (พวกระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตอย่าง iOS หรือ Android มันจะมีให้เลือกสลับได้ตามช่วงเวลา แบบว่า กลางวันก็ใช้ Light mode ไป กลางคืนแสงมันน้อย ก็ใช้ Dark mode สบายตากว่า)

แต่ใครจะใช้ Dark mode ต้องทำใจไว้หน่อยนะครับ เพราะไม่ใช่ทุกโปรแกรม ทุกแอป จะทำออกมารองรับ Dark mode โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนจำนวนมาก ยังใช้ Windows 10 หรือเก่ากว่านั้น หลายๆ โปรแกรม ก็อาจจะเลือกที่จะไม่ทำการสนับสนุน Dark mode อย่างน้อยก็จนกว่าคนจะหันมาใช้ Windows 11 มากขึ้น ซึ่งจะทำให้โอกาสที่คนจะใช้ Dark mode มีมากขึ้น

Microsoft Word บน Windows 11 ใน Dark mode

และก็ไม่ใช่ว่าทุกโปรแกรมหรือทุกๆ อย่างจะเหมาะกับการแสดงผลใน Dark mode นะครับ ยกตัวอย่างเช่น การทำงานเอกสาร Microsoft Word เนี่ย ถ้าเราอยู่ใน Dark mode บางทีเราก็ไม่ทันได้เห็นว่า สภาพของเอกสารจริงๆ มันจะออกมายังไง หรือบางที เราอยากจะแคปหน้าจอไปให้คนอื่นเขาดู ก็จะเห็นเป็นด่างๆ ดำๆ แบบในรูปด้านบนได้เช่นกัน และในหลายๆ หน เอกสารที่คนอื่นออกแบบมาบน Light mode พอมาเปิดบน Dark mode มันดันอ่านบางส่วนไม่รู้เรื่องก็มี อันนี้ผมเคยเจอมา ใครทำงานเอกสารหรืองานออกแบบเยอะๆ ก็อาจจะไม่ได้ใช้ Dark mode ก็ได้

สิ่งนึงที่ Windows 10 ทำมาได้ดี และถูกสืบทอดต่อมาบน Windows 11 คือการ Snap หน้าต่างโปรแกรมบนหน้าจอครับ ซึ่งทำได้โดยการลากหน้าต่างโปรแกรมไปชิดขอบจอหรือมุมจอด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อแบ่งหน้าต่างโปรแกรมเป็น ซ้าย-ขวา หรือ 4 ส่วนตามมุม หรือจะกดปุ่ม Windows + ปุ่มลูกศร ก็ได้ แต่บน Windows 11 เพิ่มการลากเมาส์ไปไว้บนไอคอน Maximize/Restore ของหน้าต่างโปรแกรม แล้วมันจะให้เลือก Layout ที่เราต้องการจะ Snap ซึ่งจะมี Layout ให้เลือกแตกต่างกันออกไปตามสัดส่วนการแสดงผลของหน้าจอด้วย เช่น พอเป็นจอ Full HD ก็มีให้เลือก 4 แบบ แต่พอเป็นจอแบบแนวนอนยาวๆ อย่าง ScreenPad Plus ของ ASUS ZenBook Duo 14 ก็จะมีให้เลือก 6 แบบ เป็นต้น

Multi-desktop ที่สำหรับผมแล้ว สุดท้ายก็ยังไม่ได้ใช้กับเขาซะที แต่จริงๆ มันดีนะเออ

จริงๆ มันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากที่ผมใช้งาน macOS แบบหลาย Desktop จนชิน แต่ในขณะที่บนระบบปฏิบัติการ Windows ที่เขามี Multi-desktop ให้ใช้ตั้งกะสมัย Windows 10 แล้ว ผมกลับยังไม่คุ้นชินกับมันซะที อันนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะบน Windows ผมใช้ทั้ง Desktop (ที่ใช้คีย์บอร์ดคู่กับเมาส์) และ Notebook (ที่มี TouchPad ทั้งใหญ่และเล็ก) ทำให้มันไม่ค่อยสะดวกในการใช้ Multi-desktop ซักเท่าไหร่ … ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว Microsoft ก็ทำ Shortcut key มาให้สลับ Desktop ง่ายๆ ด้วยการกด Window key + Ctrl + ปุ่มลูกศรซ้าย-ขวา นะ

สภาพแวดล้อมแบบ Multi-desktop บน Windows 11

และจริงๆ แล้ว ตัว Windows เองก็รองรับ Multi-touch gesture บน TouchPad กับ Touchscreen โดยค่า Default คือ การใช้นิ้ว 4 นิ้ว แตะแล้วลากซ้าย-ขวา เพื่อสลับ Desktop ได้ ซึ่งหากใครไม่ถนัด หรือรู้สึกว่า TouchPad มันเล็กไปสำหรับการใช้กับนิ้ว 4 นิ้วลาก ก็ไปตั้งค่าใน Settings > Bluetooth & devices > Touchpad > Advanced gestures ได้ครับ

เอาจริงๆ ถ้าใช้ Multi-touch gesture จนชิน หรือฝึกฝนการใช้งาน Shortcut key จนชิน เราก็จะใช้งาน Multi-desktop ได้เหมือน macOS เลยครับ และ Multi-desktop นี่ก็มีประโยชน์จริงๆ นะ จะบอกให้

Widgets และ Notifications

ต้องบอกว่า Microsoft ยังคงมีความพยายามในการจะให้ระบบปฏิบัติการ Windows ถูกใช้บนแท็บเล็ตได้นะ และการออกแบบ Windows 11 ครั้งนี้ ทำให้ใช้งานด้วย Touchscreen สะดวกขึ้นด้วย อันนี้พูดในฐานะที่ใช้โน้ตบุ๊กที่เป็นจอ Touchscreen เลยครับ และพอจะเป็นระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์จำพวกแท็บเล็ต ก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องทำไอ้สิ่งที่เรียกว่า Widgets ด้วยก็ไม่รู้ 🤣🤣 ซึ่งผมว่ามันเหมือนจะยังมีบั๊กอยู่ เพราะโน้ตบุ๊ก ASUS ZenBook Duo 14 ของผม เรียกใช้ Widgets ไม่ขึ้น ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอะไร

Widgets ของ Windows 11

แต่ถามว่า ไม่มี Widget ให้ใช้ เดือดร้อนไหม? โดยส่วนตัวก็ไม่เดือดร้อนนะครับ แต่ประโยชน์ของ Widgets ก็คือ การเรียกดูข้อมูลบางอย่างจากบางโปรแกรมหรือแอปได้สะดวกๆ เช่น ในกรณีของ Outlook เราก็จะสามารถดูตารางนัดหมายในอนาคตอันใกล้ได้ เป็นต้น ก็เรียกว่ามีประโยชน์ดี ถ้าเราใช้ในฐานะแท็บเล็ตอะนะ แต่ถ้าใช้ในฐานะเดสก์ท็อปหรือโน้ตบุ๊ก ผมไม่รู้สึกว่าการไม่มี Widgets จะมีผลกระทบใดๆ

ตัว Notification bar ของ Windows 11 งวดนี้ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนครับ คือ ส่วนที่เป็น Notifications และ Clock & calendar, ส่วนที่เป็นเหมือน Quick settings ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หรือ Control Center ของ iOS, Language bar และ Notifications from apps ครับ จากเดิมไอคอนใดๆ บน Notification bar นี่จะเป็นของใครของมัน เราจะคลิกเพื่อดู Notifications, ปฏิทิน, แบตเตอรี่, ปรับเรื่องเสียง, เชื่อมต่อ WiFi หรือ LAN ฯลฯ แต่งวดนี้ เขาจัดกลุ่มเป็น 4 กลุ่มนี่แหละ

Quick settings ของ Windows 11 สามารถปรับแต่งได้ตามใจพอสมควร

ผมชอบการจัดหมวดหมู่ใน Quick settings มาก ทำได้ดีกว่าเดิมตอนเป็น Windows 10 เยอะ และสามารถปรับแต่งได้ค่อนข้างโอเค ใช้งานสะดวกมากๆ การปรับความสว่างหน้าจอ ความดังของลำโพง ตลอดไปจนถึงการเปลี่ยน Sound output ใช้งานสะดวกขึ้นมากๆ

ที่ผมรู้สึกว่ามันยังแปลกๆ อยู่ก็คือ ในส่วนของ Notifications จากแอปต่างๆ ที่เป็นข้อความ มันจะไปอยู่ใน Notifications และ Clock & calendar แต่ว่าไอ้พวก Notification icons ของแอปต่างๆ มันดันแยกออกมาอีกที่ซะงั้น ซึ่งมันกลายเป็นเหมือน Shortcut ของแอปต่างๆ ที่ถูกรันเป็นแบ็กกราวด์เอาไว้ ไม่แสดงบน Taskbar เฉยๆ แต่ข้อความการแจ้งเตือนใดๆ จากแอปพวกนี้ มันจะไปแสดงใน Notifications ที่อยู่ตรงมุมล่างด้านความสุขแทน

บางแอปบน Windows 11 ที่เปลี่ยนแปลงไป

แอปเดิมๆ ที่เราใช้กันบ่อยๆ บนระบบปฏิบัติการ Windows ก็ได้รับการอัปเดตด้วยนะ บน Windows 11 เช่น Windows Explorer ที่ User Interface เปลี่ยนไป Microsoft พยายามเอาสิ่งที่เรียนรู้จากการใช้งานของผู้ใช้งานจำนวนมาก มาปรับปรุงให้ตัวแอปดูเรียบง่ายขึ้น แต่ใช้งานสะดวกขึ้น เช่น มีไอคอนพวก Cut, Copy หรือตัวเลือกในการสร้าง Folder ใหม่ มาวางไว้ให้เห็นง่ายๆ เลย ตัดเมนูสไตล์ Ribbon ออกไป ซึ่งผมบอกเลยว่าชอบครับ

นอกจากนี้ก็ผสานการทำงานกับ OneDrive เรียบร้อย ทั้ง Personal หรือ Business และเชื่อมต่อกับ Microsoft SharePoints ได้สบายๆ ด้วย จากที่ผมลองใช้มา หากไม่จำเป็นต้องล็อกอินเข้าใช้งานทรัพยากรในโดเมน และพวกไฟล์งานต่างๆ เก็บไว้บน Microsoft SharePoints เราใช้แค่ Windows 11 Home ก็เพียงพอแล้ว สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็น BYOD (Bring Your Own Device)

โปรแกรม Microsoft Paint ก็ได้นับการอัปเกรด พวกเครื่องไม้เครื่องมือในการขีดๆ เขียนๆ ก็มีเยอะขึ้น เรียกว่าเอามาใช้เป็นโปรแกรมแนววาดภาพแบบง่ายๆ ได้ นี่ยังเสียดายว่ามันยังไม่รองรับการใช้งานแบบ Layer กับการมองทุกอย่างเป็น Object ซักทีนะ ถ้ามันทำได้นี่ มีโปรแกรมหลายๆ ตัวขายไม่ออกได้เลยนะเออ

นอกจากนี้ก็มีโปรแกรม Photos ที่ไม่ใช่แค่เอาไว้ดูภาพอย่างเดียวแล้ว แต่เอาไว้บริหารจัดการรูปภาพสไตล์เดียวกับ Google Photos ได้เลย และเชื่อมต่อกับ OneDrive ได้ด้วย เพื่อให้เราสามารถเข้าถึงภาพทุกภาพที่เราเก็บไว้บน OneDrive จากทุกอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ได้เลย ส่วนอุปกรณ์อื่น เราสามารถเข้าดูรูปภาพได้ ผ่านแอป OneDrive เลย มันจะมีหมวด Photos ให้เลือก

Microsoft Store ที่เหมือนจะดี แต่คนก็ยังพึ่งพาการติดตั้งโปรแกรมแบบเดิมๆ

เทรนด์ในปัจจุบันคือ คนเราคุ้นชินกับการดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งผ่านทาง App Store ครับ Microsoft ก็ทำ Microsoft Store ขึ้นมาเพื่อการนี้เช่นกันครับ ซึ่งตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยมีคนใช้หรอกนะ แต่ว่าหลังๆ มันก็พัฒนามาดีขึ้นนะครับ มีหลายๆ แอปที่เอาแอปของตัวเองมาให้ดาวน์โหลดบนนี้เยอะขึ้น ซื้อแอปจากบนนี้ก็ได้ เช่น ผมเองก็ซื้อแอปในตระกูล Affinity อย่าง Affinity Photo, Affinity Designer และ Affinity Publisher (โปรแกรมแนว Photoshop, Illustrator และ InDesign ที่เป็นไลเซ่นส์แบบ Perpetual) มาใช้จาก Microsoft Store นี่แหละ เพราะมันลดจากเกือบ 2,000 บาท ลงมาเหลือ 500 กว่าบาทอะ แถมการซื้อจาก Microsoft Store จะทำให้เรามีสิทธิติดตั้งอยู่บนอุปกรณ์ 10 เครื่องด้วย คุ้มสุดๆ

Microsoft Store บน Windows 11

แต่ก็คงเพราะแบบนี้แหละ ผู้พัฒนาหลายๆ ราย เขาก็เลยยังไม่อยากเอาโปรแกรมของตัวเองมาลงบน Windows Store ซักเท่าไหร่ ยกเว้นพวกที่เขาคุ้นชินกับโมเดลนี้ เพราะมีแอปของตนเองวางขายบน Apple Store อยู่แล้วอะนะ ทำให้หลายๆ แอป ก็ยังต้องดาวน์โหลดไฟล์ .exe หรือ ไฟล์ติดตั้งแบบอื่นๆ มาใช้อยู่ดีนะครับ

หน้าจอ Library ของ Microsoft Store แสดงรายชื่อแอปที่เราเคยซื้อหรือดาวน์โหลดไว้ และแอปที่มีอัปเดตมาใหม่

โดยส่วนตัว ผมชอบโมเดล Windows Store นะ เพราะมันให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้งานอย่างเราๆ สองอย่าง คือ สามารถติดตั้งหลายอุปกรณ์ได้ (สูงสุด 10 อุปกรณ์) ซึ่งผมเป็นพวกมีคอมพิวเตอร์ 2-3 เครื่องอยู่แล้ว ก็จะได้ประโยชน์จากตรงนี้ไปเต็มๆ และอีกอย่างคือ การอัปเดตโปรแกรมต่างๆ มันก็จะถูกรวมศูนย์มาบน Windows Store นี้ ก็จะสะดวกครับ

รีวิว Windows 11 คงไม่มีทางจบง่ายๆ เพราะมันจะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ มาเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับ Windows 10 นะ ผมว่าแนวทางของ Microsoft สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows ตอนนี้ก็จะเป็นการอัปเดตได้ฟรีไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ฮาร์ดแวร์ยังรองรับถ้าเราซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows ส่วนใครที่ไม่ได้ซื้อเครื่องที่มาพร้อมกับ Windows ก็ต้องไปหาซื้อแบบ OEM หรือ FPP มาติดตั้งเอง

พวกฟีเจอร์ใหม่ๆ ก็จะมีมาให้เรื่อยๆ อาจจะปีละ 1-2 หน แล้วแต่ และจะมีการเปลี่ยนแปลงแบบทีละเล็กทีละน้อย เช่น การรวบเอา User Interface ของพวกการตั้งค่าต่างๆ ไปไว้ใน Settings เรื่อยๆ อะไรแบบนี้ ฉะนั้น หากจะรีวิว Windows 11 ให้ละเอียด มันก็คงต้องคอยหมั่นมาพูดถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่จะเพิ่มมาในอนาคตเรื่อยๆ ละครับ

อัปเดตเป็น Windows 11 เลยดีไหมตอนนี้?

เอาจริงๆ ผมก็คิดว่าไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย รีบอัปเดตเหอะ เพราะของใหม่มันก็ดีกว่าจริงๆ นะ แต่หลายๆ คนก็อาจจะมึนๆ กับ User Interface ใหม่ ก็จะไม่สะดวกใจที่จะอัปเดต หรือบางคน ยังไม่อยากงงกับการสลับไปมาระหว่างการใช้ Windows 11 (คอมพิวเตอร์ตัวเอง) กับ Windows 10 (คอมพิวเตอร์ออฟฟิศ เพราะภาคธุรกิจมักจะอัปเดตช้ากว่าด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง) แบบภรรยาของผม ก็อาจจะชะลอการอัปเดตไป แต่ยังไงซะ ไม่เกิน 4 ปี ก็อาจจะต้องโดนบังคับอัปเดตแล้วละครับ เพราะเมื่อ Windows 10 ไม่ได้รับการสนับสนุนต่อ การใช้ต่อไปมันก็จะเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยนะ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.