Home>>รีวิว>>รีวิว HUAWEI WATCH GT 3 Classic Edition
HUAWEI WATCH GT 3 พร้อมกล่อง
รีวิว

รีวิว HUAWEI WATCH GT 3 Classic Edition

HUAWEI เขาส่ง HUAWEI WATCH GT 3 Classic Edition มาให้ผมลองใช้ประมาณสองสัปดาห์ครับ แต่แทนที่เราจะรีวิวกันไปตามปกติ ผมเกิดความสงสัยมากกว่าว่า ถ้าเทียบระหว่าง HUAWEI WATCH 3 Active Edition (12,990 บาท) ที่ผมใช้อยู่ กับ HUAWEI WATCH GT 3 (8,490 บาท) ที่เขาให้ยืมมารีวิว มันมีอะไรแตกต่างกันบ้าง รีวิวตอนนี้ของเราก็จะมาแนวนี้แล้วกัน คือ รีวิว WATCH GT 3 แต่จะเล่าแบบเปรียบเทียบประสบการณ์ในการใช้งาน WATCH 3 ไปด้วยนะฮะ

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

HUAWEI WATCH GT 3 ที่รีวิวงวดนี้ ยืม HUAWEI มารีวิวครับ และในฐานะที่ใช้ HUAWEI WATCH 3 อยู่ ก็เลยขอรีวิวออกมาในเชิง อธิบายฟีเจอร์และคุณสมบัติต่างๆ ของ HUAWEI WATCH GT 3 แล้วเทียบกับ HUAWEI WATCH 3 เผื่อใครกำลังมองหาใช้งาน จะได้ตัดสินใจได้ว่าซื้อตัวไหนดี

HUAWEI WATCH GT 3 ก็ดูเรียบหรูดีนะ เปิดกล่องออกมา ก็เหมือนกล่องนาฬิกาพรีเมียมเรือนนึงเลยแหละ ซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะค่าตัวของรุ่น Classic Edition ที่ผมได้มารีวิวนี่ก็ 8,490 บาท ราคาพรีเมียมอยู่เน่อ ภายในกล่อง ถ้าไม่นับคู่มือการใช้งานแล้ว ก็มีตัว HUAWEI WATCH GT 3 กับที่ชาร์จแบบไร้สาย ซึ่งเป็นแบบเดียวกับ HUAWEI WATCH 3 ครับ ฉะนั้น หากใครใช้ HUAWEI WATCH GT 3 แล้วแฟนใช้ HUAWEI WATCH 3 ด้วย ก็ใช้ที่ชาร์จร่วมกันได้นะ

HUAWEI WATCH GT 3 มีให้เลือก 3 สี 3 สาย แตกต่างกัน คือ สีดำ สายยางสังเคราะห์สีดำ Active edition ราคา 7,990 บาท สีเงิน สายหนังสีน้ำตาล Classic Edition ราคา 8,490 บาท สองรุ่นนี้ เดาได้เลยว่าเป็นรุ่นที่กะเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชาย ตัวรุ่น Active edition จะมีขนาดหน้าปัด 42 มม. และ 46 มม. ให้เลือก แต่ Classic Edition จะมีแค่หน้าปัดขนาด 46 มม.

ส่วนสีทอง สายโลหะถักสีทองเข้ากับตัวเรือน ราคา 8,490 บาท อันนี้จะดูออกแนวเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสุภาพสตรีมากกว่า มีเฉพาะหน้าปัดขนาด 42 มม. ให้เลือก

ของผมเป็นรุ่น Classic Edition สายหนังก็เป็นสายหนังแท้ สีน้ำตาล มีปั๊มบุ๋มไว้ด้วย เผื่อไม่เชื่อว่าเป็นหนังแท้ 🤣🤣 แต่สามารถถอดเปลี่ยนได้นะ ก็เป็นสายขนาด 22 มิลลิเมตรครับ ให้ร้านนาฬิกาเปลี่ยนได้แหละ แต่ถ้าสายหนังของ HUAWEI เนี่ย ตรงหัวสายนาฬิกาแบบหัวเข็มขัด มันจะมีเลเซอร์สลักคำว่า HUAWEI เอาไว้ด้วย

ตัวเรือนของ HUAWEI WATCH GT 3 นี่จะเป็นแบบหน้าเรียบ แล้วตรงขอบๆ ทำเป็นมุมลาดลง สวยๆ เก๋ๆ แต่ว่าแตกต่างจาก HUAWEI WATCH 3 ที่ตรงขอบจะโค้งมนลง ซึ่งก็จะดูสวยไปอีกแบบ แล้วแต่คนชอบ ตัวเรือนเป็นสแตนเลส มีสองปุ่ม คือ ด้านบนเป็นเม็ดมะยม ทำหน้าที่เปิดเมนู เป็นปุ่ม Home ในตัว และสามารถหมุนเม็ดมะยม เพื่อเลื่อนหน้าจอขึ้นลงได้ ส่วนปุ่มด้านล่าง เป็นปุ่มฟังก์ชัน เลือกโหมดการออกกำลังกาย

ด้านหลังของ HUAWEI WATCH GT 3

ด้านหลังของ HUAWEI WATCH GT 3 เป็นเซ็นเซอร์สำหรับการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ โดยวัสดุที่ใช้ทำด้านหลังของตัวเรือนเป็นพลาสติก ฉะนั้น เมื่อตอนที่ผมลองใส่ HUAWEI WATCH GT 3 นี่ แอบรู้สึกได้เลยว่าเบากว่าเยอะเลย คือ น้ำหนัก 42.6 กรัม (ไม่รวมสาย) ส่วน HUAWEI WATCH 3 นี่จะหนัก 54 กรัม (ไม่รวมสาย) ครับ ที่ HUAWEI WATCH 3 นี่หนักกว่าเพราะด้านหลังตัวเรือนที่ทำจากเซรามิกครับ

ประสบการณ์ในการใช้งาน HUAWEI WATCH GT 3

ถ้าพูดถึงการใช้งาน ก็ต้องบอกก่อนว่า HUAWEI WATCH GT 3 นี่ หน้าปัดแอบใหญ่นะครับ จะ 42 หรือ 46 มิลลิเมตร นี่ก็คือใหญ่เอาเรื่องอยู่ สำหรับผู้ชายปกติก็จะไม่มีปัญหาเท่าไหร่ แต่สำหรับคุณผู้หญิงหลายท่าน อาจจะชอบหน้าปัดขนาดซัก 26-32 มิลลิเมตร มากกว่า แต่ด้วยดีไซน์ และหน้าปัดนาฬิกาที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ ก็ต้องบอกเลยว่า สามารถใช้สวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาสจริงๆ

แขนข้างซ้าย ใส่สมาร์ทวอทช์ HUAWEI WATCH GT 3 Classic Edition d

แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเหมาะไปซะกับทุกโอกาสหรอกนะครับ เช่น สำหรับคนที่ซื้อรุ่น Classic Edition มา ที่เป็นสายหนัง ผมก็ไม่รู้สึกว่ามันจะเหมาะสำหรับการใส่ออกกำลังกายซักเท่าไหร่ ถ้าเกิดซื้อรุ่นนี้มา แล้วอยากใช้ออกกำลังกายด้วย ก็แนะนำให้หาซื้อสายยางสังเคราะห์ หรือสายผ้า มาเปลี่ยนใช้ตอนออกกำลังกายก็จะดี

ภาพแสดงการใช้นิ้วมือหมุนเม็ดมะยม เพื่อเลือก

การใช้งาน HUAWEI WATCH GT 3 ก็จะต้องเชื่อมต่อตัวสมาร์ทวอทช์กับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก่อน ซึ่งใช้ได้ทั้งสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS, Android หรือ HarmonyOS ของ HUAWEI เอง (ซึ่งก็มีพื้นฐานมาจากระบบปฏิบัติการ Android แหละนะ) แต่อาจจะเป็นเฉพาะตัวสำหรับรีวิวนี่หรือยังไงก็ไม่ทราบ ปกติแล้วการเชื่อมต่อจะง่ายมาก แค่ติดตั้งแอป HUAWEI Health แล้วทำการสแกน QR code ที่ปรากฏบนหน้าจอของ HUAWEI WATCH GT 3 ก็จะเรียบร้อย เชื่อมต่อได้เลย

แต่กับตัวที่ผมได้มารีวิวนี่ มันดันมีปัญหา เชื่อมต่อแล้ว แต่มันดันไม่จำว่าเชื่อมต่อซะงั้น คือ เปิดใน Bluetooth settings จะเห็นว่ามันจับคู่เรียบร้อย แต่แอปมันไม่ยอมรับว่าได้เชื่อมต่อ ต้องง่วนอยู่พักนึง รีเซ็ตตัวสมาร์ทวอทช์ไป 2 หน แล้วเปลี่ยนวิธีการเชื่อมต่อมาเป็นให้แอปสแกนหา HUAWEI WATCH GT 3 แบบเจาะจงไปเลยว่ากำลังมองหารุ่นไหนอยู่ อยู่ๆ มันก็เชื่อมต่อได้

อย่าเพิ่งตกใจนะครับ ในความเป็นจริง มันควรจะจับคู่และเชื่อมต่อกับแอปได้ง่ายๆ แค่สแกน QR code แล้วกดตกลงที่จะจับคู่เลยฮะ ผมอาจจะแค่แจ็กพ็อต

ตัวแอป HUAWEI Health จะให้เราสามารถไปตั้งค่าต่างๆ ของตัวสมาร์ทวอทช์ได้ และการเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกา และซื้อหน้าปัดนาฬิกาแบบต่างๆ มาเปลี่ยนด้วย โดยส่วนตัว ผมว่าของ HUAWEI นี่มีหลากหลายแบบ และมีแบบน่ารักๆ ให้เลือกอยู่ไม่น้อย

ฟีเจอร์ของ HUAWEI WATCH GT 3 เมื่อใช้ร่วมกับแอป HUAWEI Health แล้ว ก็สาธยายได้ประมาณนี้ครับ

👉 รองรับการออกกำลังกายรวมๆ แล้วมากกว่า 100 โหมด ไม่ว่าจะเป็น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ปีนเขา ว่ายน้ำ กระโดดเชือก ฯลฯ บางอย่างรองรับทั้งการออกกำลังกายในร่มและกลางแจ้งด้วย นอกจากนี้ก็มี AI Coach คอยให้คำแนะนำในการวิ่งออกกำลังกายให้เราด้วย ซึ่ง HUAWEI WATCH 3 ไม่มีนะครับ

👉 รองรับระบบติดตามพิกัดผ่านดาวเทียมทั้ง GPS, GLONASS, Galileo, Beidou และ QZSS เรียกว่าเอาไปใช้ในประเทศไทย ก็สามารถใช้ติดตามพิกัดผ่านดาวเทียมได้ทุกที่ สำหรับคนต้องการเก็บสถิติการวิ่งออกกำลังกาย

👉 ตัวสมาร์ทวอทช์ มีแบตเตอรี่อึดพอสมควร หากใช้งานหนักๆ ก็สามารถอยู่ได้นานสุด 8 วัน แต่หากใช้แบบเซฟๆ ก็สามารถใช้ได้ยาวๆ 14 วันเลย เรียกว่านานกว่า HUAWEI WATCH 3 อยู่มากโข (HUAWEI WATCH 3 อยู่ได้ 3-4 วันหากใช้แบบหนักๆ และหากใช้ในโหมด Ultra long batter life จะอยู่ได้ 14 วัน

👉 เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ (Photodiode) บน HUAWEI WATCH GT 3 ได้เพิ่มมาเป็น 8 ตัว และวัดอัตราการเต้นหัวใจด้วยเทคโนโลยี TrueSeenTM 5.0+ ซึ่งจำนวน Photodiode ก็มีมากกว่า HUAWEI WATCH 3 ที่มีแค่ 4 ตัว และเทคโนโลยีก็ใหม่กว่า เพราะของ HUAWEI WATCH 3 เป็นแค่ TrueSeenTM 4.0

👉 นอกจากนี้ก็ยังวัดข้อมูลสุขภาพอื่นๆ ของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น SpO2, VO2 Max, การนอนหลับ (ด้วยเทคโนโลยี TrueSleepTM), ความเครียด (ให้มาเป็นคะแนน) รวมถึงอุณหภูมิของผิวหนังด้วย

👉 ตัวสมาร์ทวอทช์มีเนื้อที่สำหรับให้ดาวน์โหลดเพลงมาลงได้ 4GB แล้วเราก็เชื่อมต่อกับหูฟังบลูทูธ (รองรับ Bluetooth 5.1) หรือสำหรับคนที่พกสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วย อยากเปิดเพลงฟังจากสมาร์ทโฟนมากกว่า ก็สามารถใช้ HUAWEI WATCH GT 3 เป็นตัวควบคุมการเล่นเพลง (Media controller) ได้

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง HUAWEI WATCH GT 3 กับ HUAWEI WATCH 3 อีกอย่างก็คือ รุ่นนี้ไม่รองรับ eSIM ครับ ฉะนั้นก็จะต่อเน็ตก็ต้องพึ่งพา WiFi อยู่ และจะโทรเข้าโทรออกก็ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับ Hand-free ได้

เทียบ HUAWEI WATCH GT 3 และ HUAWEI WATCH 3 แล้วแตกต่างไหม?

ในแง่การใช้งานพื้นฐาน สองรุ่นที่ก็ทำได้คล้ายๆ กัน แต่ด้วยความที่ HUAWEI WATCH GT 3 มันออกมาทีหลังกว่า หลายๆ อย่างก็เลยดูใหม่กว่า ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจที่ดีขึ้น เพราะมีการเพิ่ม Photodiode เป็น 8 ตัว และใช้เทคโนโลยี TrueSeenTM 5.0+ ที่ใหม่กว่า ตัวระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ก็เป็นเวอร์ชัน 2.1.0 (ส่วน WATCH 3 ยังเป็น 2.0.0 อยู่ ต้องรอดูว่าจะมีอัปเดตมาไหม เมื่อไหร่) ซึ่งเพิ่ม Widget ให้ใช้มากกว่าเดิมอีก แถมแบตเตอรี่ก็อึดกว่า

ส่วน HUAWEI WATCH 3 จะดูดีกว่าตรงที่รองรับ eSIM สามารถใช้เป็นเหมือนโทรศัพท์อีกเครื่องได้เลย และตัวเรือนก็ทำมาจากสแตนเลสตรงด้านหน้า และเซรามิกที่ด้านหลัง ให้เรื่องความทนทานที่ดีกว่า และรู้สึกพรีเมียมกว่า

บทสรุปการรีวิว HUAWEI WATCH GT 3 Classic Edition

ถือว่าเป็นสมาร์ทวอทช์อีกตัวที่มีฟีเจอร์ครบเครื่องมาก และผมมองว่า HUAWEI ทำการออกแบบมาได้ค่อนข้างลงตัว เมื่อพิจารณาจากวัสดุที่เลือกใช้ ดีไซน์ และราคาของตัวสมาร์ทวอทช์ คือ เราสามารถซื้อหามาใส่ในเชิงแฟชั่นก็ได้ ใช้งานสไตล์ Casual ไป แต่เมื่อถึงเวลาต้องออกกำลังกาย ก็สามารถใช้ตรวจจับการออกกำลังกาย เก็บสถิติได้เลย ตอนนอนก็ใส่เพื่อเก็บข้อมูลการนอนหลับก็ได้ (อย่างไรก็ดี HUAWEI WATCH GT 3 ไม่ใช่อุปกรณ์ทางการแพทย์นะครับ ข้อมูลที่ได้อาจเป็นสัญญาเตือนอะไรบางอย่าง เพื่อให้เราพิจารณาพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาหรือวินิจฉัยเพิ่มเติมนะครับ)

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.