Home>>รีวิว>>รีวิว Keychron K4V2 คีย์บอร์ด Mechanical ไร้สาย ตัวละ 4,390 บาท ทำไมคนชอบใช้ยี่ห้อนี้กันจัง
รีวิว

รีวิว Keychron K4V2 คีย์บอร์ด Mechanical ไร้สาย ตัวละ 4,390 บาท ทำไมคนชอบใช้ยี่ห้อนี้กันจัง

ในกลุ่มจัดโต๊ะคอม ผมเห็นคนใช้คีย์บอร์ดของ Keychron กันเยอะมาก เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ผมรู้จัก ก็ใช้ยี่ห้อนี้กันเยอะ บางคนนี่แบบมีหลายอันด้วย ผมไปดูราคาแล้วก็แบบ ตัวละสามสี่พันบาท แม่เจ้า แพงอะ แต่พอถึงเวลาที่ผมต้องการลดจำนวนสายไฟ สายเคเบิลต่างๆ บนโต๊ะคอมลง แถมอยากได้คีย์บอร์ดแบบ Mechanical ด้วย (คือผมเป็นพวกชอบเสียงดังคลิกๆ เวลาพิมพ์) พอไปดูตัวเลือกต่างๆ ที่มีแล้ว ก็รู้สึกว่า เออ Keychon นี่แหละ ดีไซน์และสีน่าจะถูกจริตที่สุดแล้ว ก็เลยเป็นก้าวแรกเข้าสู่วงการคีย์บอร์ดราคาแพงแล้วฮะ กับ Keychron K4V2 ที่เพิ่งซื้อมาหมาดๆ เลย

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

Keychron K4V2 ที่รีวิวนี่ คือซื้อมาเองใช้เอง โดยมีสปอนเซอร์คือภรรยาของผมที่ออกเงินให้ เพราะก่อนหน้านี้ผมซื้อโน้ตบุ๊ก Fujitsu UH-X 13.3″ ให้ใช้ฮะ (เดี๋ยวว่างๆ จะรีวิวให้อ่านกันด้วย)

คีย์บอร์ด Keychron มีหลายรุ่นให้เลือกนะครับ มีทั้งแบบไซส์เต็ม ที่เขาเรียกว่า 104-key ที่มีทั้งแป้นพิมพ์ตัวอักษรปกติและแป้นพิมพ์ตัวเลข (Numpad) อย่าง K10 ไปจนถึงรุ่นโคตร Minimal ที่ตัดออกไปซะ 20 ปุ่ม จนเหลือแค่ 84 ปุ่ม กลายเป็นขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวกสุดๆ อย่าง K2 โดยจะเลือกแบบไหน ก็อยู่ที่ว่าเราจำเป็นต้องใช้ปุ่มต่างๆ กี่มากน้อย และเราอยากประหยัดพื้นที่บนโต๊ะมากน้อยแค่ไหน หรือถนัดกับ Layout ต่างๆ แค่ไหนด้วย

สำหรับผมอะ ผมอยากได้รุ่น K10 ครับ เพราะอยากได้คีย์บอร์ดแบบ Full size เนื่องจากอยากได้ Numpad และไม่ค่อยอยากไปทำความเคยชินกับ Layout ใหม่ เพราะผมไม่ใช่คนที่จะพกคีย์บอร์ดไปไหนมาไหนด้วย ที่ออฟฟิศผมก็มี Gaming mechanical keyboard แบบมีสายอยู่แล้ว แต่ Keychron นี่แม้มันจะแพง แต่มันก็ขายดีเกิ๊น เรียกว่าของหมดตลอดอะ สุดท้ายพอดีวันก่อนบนกลุ่มจัดโต๊ะคอม มีคนโพสต์แว้บๆ ว่า Keychron K4V2 มีของมาเติมแล้ว ก็รีบกดซื้อมาเลยครับ

Keycap ที่เอาไว้เปลี่ยน

เพราะ Keychron K4V2 นี่เป็นอะไรที่ใกล้เคียง Full size ที่สุดแล้วครับ คือมีขนาดราวๆ 96% ของคีย์บอร์ด Full size มี Numpad แบบที่ผมต้องการ ปุ่มที่ใช้บ่อยๆ ก็มีอยู่ครบ เอามาใช้แก้ขัดไปก่อนได้ ไว้ K10 มีขายเมื่อไหร่ ค่อยสั่งใหม่ ส่วนตัวนี้ก็เอาไปปล่อยได้ ราคาไม่ได้ตกลงเยอะมาก แกะกล่องออกมาแล้ว ก็มีตัวคีย์บอร์ด Keychron K4V2 อุปกรณ์สำหรับถอด Keycap ออกมา สาย USB-A to USB-C เอาไว้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และมี Keycap เวอร์ชัน Windows ใส่มาให้ เพราะเดิมๆ ในกล่องเนี่ย ตัวแป้นมันจะเป็น Layout สำหรับคนใช้ macOS ครับ คือจะเป็นปุ่ม Control, Option กับ Command ถ้าใครจะซื้อมาใช้กับ Windows แบบผม ก็ต้องถอดเปลี่ยนก่อน

Keychron K4V2 ด้านหน้า

วัสดุที่ใช้ทำคีย์บอร์ดเป็นอลูมิเนียมครับ ดูแข็งแรงทนทานมาก แต่ผมไม่แนะนำให้ทำตกนะ ตอนผมอยู่โรงงานอะ เขาเรียกอลูมิเนียมว่าโลหะนิ่ม มันเหมือนจะแข็ง แต่ถ้ากระแทกแรงๆ นี่มีสิทธิบุบเสียหายได้นะครับ ด้านใต้ของคีย์บอร์ดมีการติดยางกันลื่นเอาไว้ 4 จุด และตรงด้านปลายข้างนึงของคีย์บอร์ด ก็จะมีขาตั้งแบบพับได้ เหมือนกับพวกคีย์บอร์ดทั่วไป ที่จะมีขาตั้งเอาไว้ยกคีย์บอร์ดให้ทำมุมเล็กน้อย เพื่อให้พิมพ์ได้สะดวกๆ

Keychron K4V2 ด้านหลัง

ความกิ๊บเก๋เล็กๆ คือ เจ้านี่มีขาตั้งเล็กกับใหญ่ครับ เลือกใช้เพื่อให้คีย์บอร์ดทำมุมเอียงมากหรือน้อยได้สองระดับ ก็เป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าจะช่วยให้พิมพ์ได้ถนัดมือดีขึ้น … ขาตั้งนี่เป็นพลาสติกนะครับ

ด้วยความที่วัสดุที่ใช้มันเป็นอลูมิเนียม และมันเป็นคีย์บอร์ดแบบไร้สาย ที่ต้องมีแบตเตอรี่อยู่ และมันก็ให้แบตเตอรี่มาระดับ 4,000mAh คือกะว่าใช้ยาวๆ ได้เลย บนกล่องนี่เขียนเลยว่า ถ้าไม่เปิด Backlight นะ ใช้ไปเลย 4 สัปดาห์ เหลือเฟือสำหรับใช้ทำงานจริงๆ

สาย USB-A to USB-C ที่แถมมาให้ เป็นสายไนล่อนถักอย่างดีเลยครับ มีดีไซน์ที่เสียบกับตัวคีย์บอร์ดแล้วไม่ทำให้สายดูเกะกะมากด้วย สายมีความยาวเอาเรื่อง คือ 120 เซ็นติเมตร

ด้านซ้ายของคีย์บอร์ด มีพอร์ต USB-C เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่และต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีสวิตช์อีกสองอัน อันซ้ายเนี่ยเป็นตัวเลือกโหมดใช้งานระหว่างระบบปฏิบัติการ Windows/Android และ macOS/iOS ส่วนสวิตช์อันขวาสุดเป็นสวิตช์เลือกโหมดการทำงาน คือ บลูทูธ-ปิด-เสียบสาย

ด้านซ้ายของ Keychron K4V2 เป็นพอร์ต USB-C และสวิตช์ต่างๆ

คือเราเลือกได้ครับว่าอยากเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย สำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป หรืออยากจะเลือกโหมดเสียบสาย ซึ่งเราก็ใช้ไอ้สาย USB-A to USB-C ที่แถมมานั่นแหละมาเสียบต่อกับคอมพิวเตอร์ โหมดนี้จะเหมาะสำหรับคนอยากเล่นเกมแบบจริงจัง เพราะการตอบสนองต่อการกดปุ่มจะทำได้ดีกว่าการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ

Keychron K4V2 วางอยู่ด้านหน้าจอคอมพิวเตอร์

ลองเอามาใช้งาน ก็ต้องบอกเลยว่า โอเคนะ สวิตช์ที่ Keychron เลือกใช้ เป็นสวิตช์แบบ Gateron ซึ่งเขาบอกว่ามันดีตรงมีลูกเล่นเยอะกว่า แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าลูกเล่นอะไรกัน 🤣🤣 แต่ก็บอกว่าทนต่อการกดสวิตช์ (อายุการใช้งาน) ได้ถึง 50 ล้านครั้ง ถ้าคิดว่าวันนึงเราพิมพ์แต่ละปุ่ม 10,000 ครั้ง ก็นู่นอะ กว่าจะพังคง 13 ปี สำหรับคนใช้งานทั่วๆ ไป ผมว่าเหลือเฟืออะ

Keychron K4V2 เปิด Backlight

แน่นอนว่า Mechanical keyboard ที่กะว่าจะมีคนซื้อไปเล่นเกมด้วย มันก็ต้องมี Backlight ครับ เจ้านี่ก็มีแบบ RGB และสามารถเปิดไฟในรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่า 15 แบบ และสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์พร้อมๆ กันได้ถึง 3 ชิ้น โดยสามารถสลับระหว่างอุปกรณ์ได้ โดยการเลื่อนสวิตช์เลือกระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์ที่เราจะเชื่อมต่อก่อน จากนั้นกด fn + 1 หรือ 2 หรือ 3 ค้างไว้ 1 วินาที จนไฟ Backlight ของปุ่มตัวเลขมันกระพริบสีฟ้า จากนั้นก็ทำการ Paring เข้ากับอุปกรณ์ ซึ่งพอตั้งครบ 3 อุปกรณ์แล้ว เวลาจะสลับใช้งาน ก็แค่กด fn + 1 หรือ 2 หรือ 3 เพื่อเลือกอุปกรณ์ เท่านั้นเอง

ผมเป็นพวกหัวเก่า เลยเลือกซื้อ K4V2 ที่เป็นแบบ High profile หรือก็คือ หน้าตาของ Keycap จะเป็นแบบสูงๆ ฮะ (อ่านบทความเรื่อง Profile ของคีย์บอร์ดได้จากเว็บ kbganster.com ละเอียดดีมาก) ถ้าเป็นรุ่น Low profile ตัว Keycap ก็จะบางๆ หน่อย คีย์บอร์ดก็เลยค่อนข้างจะหนาและเทอะทะ ผมลองๆ พิมพ์ทำงานมาเต็มๆ วัน และใช้เขียนบล็อกนี้ด้วย ก็พบว่า พิมพ์มันมือดี สมกับเป็น Mechanical keyboard เลยครับ และจุดเด่นที่สำคัญคือการเปลี่ยน Keycap ได้ มี Keycap สวยๆ ให้เลือกซื้อมาเปลี่ยนอยู่ นอกจากนี้ ตัว K4V2 นี่ก็เป็นสวิตช์แบบ Hot swap คือ สามารถแกะสวิตช์ออกมาเปลี่ยนได้ แบบว่าถ้าสวิตช์สีน้ำเงินที่พิมพ์แล้วเสียงคลิกๆ มันดัง เพื่อนหรือแฟนรำคาญ ก็ไปซื้อสวิตช์สีแดงมาเปลี่ยนได้ครับ แต่ต้องไปซื้อ Gateron switch puller มาก่อนนะ (890 บาท) ไม่ได้มีตัวดึงสวิตช์แถมมาให้อะ

ด้วยความที่เป็น Mechanical keyboard หรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจ แต่ผมพบว่ามีบางครั้งที่ผมกดปุ่มแล้วมันไม่ติดครับ เช่น กดปุ่มเปลี่ยนภาษาแล้ว แต่มันไม่เปลี่ยนภาษาให้ หรือพิมพ์บางตัวไม่ติดบ้าง แต่อันนี้ดูจะไม่ใช่ปัญหาจากคีย์บอร์ดชำรุด แต่น่าจะเป็นเรื่องของปุ่ม Mechanical บบ High profile เป็น Blue switch ที่ผมอาจจะกดเร็วไป แล้วมันไม่โดนสวิตช์เต็มๆ 🤨🤨

ทีนี้ถามว่า คีย์บอร์ด 4,390 บาท พิมพ์มันมือกว่าคีย์บอร์ด Mechanical อื่นๆ ไหม? ขอบอกตรงนี้เลยว่าไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างไปจาก Gaming mechanical keyboard ราคา 1,300 บาทที่ผมซื้อไว้ใช้ที่ออฟฟิศเลย ผมมองว่าถ้าแค่ต้องการฟีลลิ่งของ Mechanical keyboard โดยไม่ได้สนใจลูกเล่นอื่นๆ เช่น ความสามารถในการเปลี่ยนสวิตช์ได้แบบ Hot swap หรือการเชื่อมต่อไร้สายหลายอุปกรณ์ อะไรแบบนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ Keychron K4V2 เลยครับ นอกจากนี้ ตัวที่ดีไซน์ใกล้ๆ กัน ฟีเจอร์พอๆ กัน (เผลอๆ มากกว่าหน่อยด้วย) ก็มีอย่าง Royal Kludge RK100 ให้เลือกในราคาที่ประหยัดกว่าคือ 3,590 บาท (ไปดูได้ที่ Mercular.com)

คู่มือการใช้งานของ Keychron K4V2

ลูกเล่นของ Keychron K4V2 ก็แอบเยอะอยู่นะ จะใช้งานก็แนะนำให้อ่านคู่มือให้เรียบร้อยครับ มันสอนทั้งเรื่องการเปลี่ยนเอฟเฟ็กต์ไฟ การเปิดสลับใช้งานปุ่ม Function key กับ Multimedia key ของ macOS ฯลฯ

Numpad ของ Keychron K4V2

ทีนี้มาถึงจุดที่ไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับ Keychron K4V2 กันบ้าง อันดับแรกเลยคือ Layout แบบ 96% นี่แหละ ที่ทำให้ปุ่มลูกศรมันไปเบียดปุ่ม Shift ขวา และปุ่มเลข 0 ที่ปกติมันจะใหญ่กว่านี้ เวลาพิมพ์ๆ ไปก็มีโอกาสเผลอพิมพ์ผิดไปบ้างครับ ไม่บ่อย แต่ก็แอบรำคาญเวลาเผลอไป แล้วก็การที่ไม่มีปุ่ม Print screen นี่ สำหรับผู้ใช้งานหลายๆ คนอาจจะไม่ถนัด แต่สำหรับผมที่ใช้ Windows + S ในการจับภาพหน้าจอ ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก แต่สองประเด็นนี้ไม่ได้เป็นข้อจำกัดของคีย์บอร์ด Keychron นะ แต่เป็นข้อจำกัดของการวาง Layout แบบ 96% ตะหาก

ภาพระยะใกล้ของปุ่ม N ที่มีรอยนิ้วมือติดอยู่

ถัดมาก็เป็นเรื่องที่ตัวแป้นพิมพ์แต่ละอันอะ มันติดรอยคราบมันของนิ้วมือได้ง่ายครับ ซึ่งถ้าเทียบกะคีย์บอร์ดไม้ไผ่อันเก่าของผมนี่ไม่เคยมีปัญหาตรงนี้เลย แต่ Keycap ที่เป็นพลาสติก ABS แล้วทำสีแบบด้านๆ แบบนี้ โดยเฉพาะแป้นพิมพ์ดันสีเทาด้วย สำหรับคนที่นิ้วมือมันได้ง่ายเนี่ย มันลามไปติดบนแป้นพิมพ์ต่างๆ ได้ง่ายเลย แต่วิธีการเช็ดออกทำได้ไม่ยาก ก็แค่เอา Alcohol pad มาเช็ดครับ เช็ดเบาๆ ก็ออกแล้ว หรือจะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด แล้วเอาทิชชู่ซับออกก็ได้นะ

บทสรุปการรีวิว Keychron K4V2

บอกเลยว่าแพง นี่ถ้าไม่ได้ติดว่าอยากจะได้ Bluetooth mechanical keyboard ก็คงไม่ได้มาเข้าสู่วงการนี้ แต่ก็บอกเลยว่าใช้แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าของมันไม่ดีนะ ก็สมราคาดี หากเราได้ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ต่างๆ ของมันครบอะ มีคนนิยมยี่ห้อนี้ไม่น้อย ใช้แล้วเกิดอยากเปลี่ยน ก็สามารถเอามาปล่อยมือสองได้ ราคามือสองก็ไม่ได้แย่มาก เพราะหาของยากครับ โดยเฉพาะของศูนย์ไทยที่เป็น Keycap ไทย นี่ก็กะว่า K10 มีของเมื่อไหร่ ก็คงไปซื้อมา แล้วปล่อย K4V2 นี่ไปฮะ เพราะโดยส่วนตัวก็อยากได้แบบ Full size อะ สนใจอยากเข้าวงการไปดูของที่ศูนย์ไทยได้ที่เว็บ https://www.keychronthailand.com/ ถ้ามีของนะ ส่งโคตรไว สั่งวันนี้พรุ่งนี้ของถึงบ้าน

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.