Home>>รีวิว>>รีวิว OPPO Reno6 Z 5G ที่เขาว่า อารมณ์ไหนก็ Portrait นั่นแหละ
ญาญ่า กับโฆษณา OPPO Reno 6Z 5G
รีวิว

รีวิว OPPO Reno6 Z 5G ที่เขาว่า อารมณ์ไหนก็ Portrait นั่นแหละ

ตอน OPPO ถามมาว่า สนใจอยากรีวิวรุ่นนี้ไหม แอบคิดแป๊บนึง เพราะภรรยาเพิ่งซื้อ OPPO Reno 5 5G มาไม่นานมาก ตอนซื้อราคาก็ใกล้ๆ กับราคาเปิดตัวรุ่นนี้ กลัวจะแอบเซ็ง แถมช่วงโควิด-19 ไม่รู้จะไปถ่ายรูปที่ไหนดีด้วยแหละ แต่ไหนๆ ก็ไม่ค่อยได้รีวิวสมาร์ทโฟนมาพักใหญ่ๆ แล้ว ก็เลยตัดสินใจว่า รีวิวเถอะ และก็เลยมาเป็นบล็อกรีวิวตอนนี้แหละ

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

OPPO Reno6 Z 5G ตัวที่รีวิวนี้ OPPO Thailand ใจดีให้ยืมมารีวิวครับ ได้ยืมมาลองเล่นยาวๆ มากๆ อ่ะ นี่ก็ปาเข้าไปสองสัปดาห์แล้ว แถมบางทีก็ยืม OPPO Reno 5 5G ของภรรยามากดเล่นๆ อยู่แล้วด้วย ก็ได้อะไรมาเล่าสู่กันอ่านบ้างแหละ

ตัวที่ผมได้มารีวิวเป็นสีที่เรียกว่า Aurora ครับ ใหม่แกะกล่องเลยทีเดียว เปิดออกมาเช็กดูหน่อยว่ามีอะไรให้มาบ้าง ก็มีตัวเครื่อง OPPO Reno6 Z 5G ติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อย ไม่ต้องไปเสียเวลาหาติดเพิ่ม ยกเว้นคุณอยากจะได้กระจกกันรอยมากกว่าฟิล์ม เคสแบบซิลิโคนใสก็ให้มาแล้วในกล่อง พร้อมตัวจิ้มถาดใส่ซิม มีอะแดปเตอร์ชาร์จแบตเตอรี่แบบ 30 วัตต์ กับสายชาร์จแบบ USB-A to USB-C ความยาว 1 เมตร กับหูฟังแบบ 3.5 มม. ชนิด EarBuds มาให้อีกชุด

อุปกรณ์หลักๆ ที่มีมาให้ในกล่อง OPPO Reno 6Z 5G

เอาจริงๆ แอบชอบที่ OPPO ยังเลือกที่จะคงรูหูฟัง 3.5 มม. เอาไว้ให้นะ แม้ว่าชาวบ้านเขาจะพยายามเปลี่ยนไปใช้หูฟังแบบพอร์ต USB-C กันหมดแล้ว คือมองในแง่การใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม การมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มันสะดวกกว่าจริงๆ

OPPO Reno 6Z 5G ด้านหน้า

ตัวเครื่อง OPPO Reno6 Z 5G นี่หยิบขึ้นมาแอบถูกใจตรงน้ำหนัก คือ ตามสเปกอะ เจ้านี่จะน้ำหนัก 173 กรัม (แต่ผมลองชั่งน้ำหนักจริง ได้ 175 กรัมนะ) ลองถือแล้ว มันค่อนข้างเบาเลยทีเดียว ส่วนนึงอาจจะเพราะผมใช้พวกสมาร์ทโฟนที่หนักแบบเกือบ 200 กรัม หรือ 200 กรัมนิดๆ ซะมากครับ (โดยเฉพาะ Samsung Galaxy Z Fold 2) หน้าจอแสดงผลมีขนาด 6.4 นิ้ว แบบ AMOLED สัดส่วนการแสดงผล 20:9 ความละเอียด 1080×2400 พิกเซล มีพื้นที่การแสดงผล 90.8% ของพื้นที่หน้าจอ เรียกว่าเต็มตาดีมาก กล้องหน้า 32 ล้านพิกเซล f/2.4 เป็นแบบเจาะรูอยู่ตรงมุมด้านซ้ายบนของหน้าจอ

OPPO Reno 6Z 5G ด้านหลัง

ด้านหลัง เป็นกล้องดิจิทัลแบบ 3 ตัว คือ กล้องหลัก 64 ล้านพิกเซล f/1.7 กล้องมุมกว้างพิเศษ 8 ล้านพิกเซล f/2.2 กล้องเลนส์มาโคร 2 ล้านพิกเซล f/2.4 ข้อสังเกตคือ ไม่มีเลนส์แบบ Optical zoom มาให้ครับ สี Aurora ก็สมชื่อครับ มันจะเปลี่ยนสีไปได้ตามแสงที่สะท้อน สวยงามดีมาก พื้นผิวของด้านหลังตัวเครื่องเป็นแบบด้าน สัมผัสแล้วฝืดๆ มือ ดูกระชับดี ทำให้ผมนึกถึงพวกปีกแมลงทับชอบกล

ที่เหลือรอบๆ ตัวเครื่อง ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ด้านบนมีรูไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียง ด้านซ้ายมีถาดใส่ซิมการ์ดแบบที่รองรับนาโนซิม 2 ซิม และใส่ MicroSD card ไปพร้อมๆ กันได้เลย ไม่ต้องเลือกที่รักมักที่ชัง ปุ่ม Volume ก็อยู่ด้านซ้ายนี่ด้วยแหละ ส่วนด้านขวามีแค่ปุ่ม Power อย่างเดียว ส่วนด้านล่างมีทั้งช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. รูไมโครโฟน พอร์ต USB-C และลำโพงของตัวเครื่อง

โดยรวม ผมว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่สาวๆ น่าจะชอบ ทั้งสีสวย น้ำหนักเบา ค่อนข้างบ้าง (แม้ความหนาจะอยู่ที่ 7.97 มม.) ตำแหน่งปุ่มต่างๆ ออกแบบมาให้พอจะใช้งานแบบมือเดียวได้อยู่

ประสบการณ์ในการใช้งาน OPPO Reno6 Z 5G

ตอนเป็น OPPO Reno 4 กับ OPPO Reno 5 เนี่ย เขาเลือกใช้หน่วยประมวลผลของ Qualcomm แต่พอมาเป็น Reno6 Z 5G หน่วยประมวลผลกลายเป็น MediaTek Dimensity 800U 5G Octa-core (2×2.4 GHz Cortex-A76 & 6×2.0 GHz Cortex-A55) แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันจะด้อยกว่า Qualcomm Snapdragon 765G ที่ใช้ในรุ่น Reno 5 5G นะครับ ถ้าวัดกันที่คะแนน Benchmark เนี่ย ต้องบอกว่า Dimensity 800U 5G นี่แอบดีกว่านิดหน่อยด้วยในระดับ 2%-5% แต่ก็ถือว่าไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญอะไรมาก แต่จุดเด่นที่เด่นกว่าคือ มันรองรับ 5G ได้ทั้ง 2 ซิมเลยครับ ฉะนั้น ใครที่ชอบสลับซิมใช้งานอินเทอร์เน็ต แล้วกะว่าจะใช้ 5G ทั้งสองซิม ก็จะไม่มีข้อจำกัด

อย่างไรก็ดี ตัวชิป Dimensity 800U รองรับหน่วยความจำแบบ UFS 2.2 เท่านั้น ก็เลยไม่แปลกอะไรที่พอทดสอบความเร็วของ Storage แล้วได้ อ่าน 485MB/s เขียน 393MB/s ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าช้าอืดอะไรนะ เท่าที่ลองใช้ การติดตั้งแอป การเรียกใช้งานไฟล์ต่างๆ ก็ทำได้ค่อนข้างรวดเร็วอยู่

ภาพเคลื่อนไหวแสดงการสแกนลายนิ้วมือปลดล็อกหน้าจอ

การปลดล็อกหน้าจอเพื่อใช้งาน ทำได้ทั้งผ่านเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบใต้หน้าจอ ซึ่งทำงานได้รวดเร็วดี อาจจะเรียกว่าแทบจะไม่แพ้พวกเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบเดิมๆ แล้ว โดยรองรับได้สูงสุด 5 ลายนิ้วมือ อีกวิธีนึงคือการสแกนใบหน้า ซึ่งทำได้รวดเร็วมากๆ ถ้าตั้งค่าไว้ให้พยายามสแกนปลดล็อกทันทีที่หยิบเครื่องขึ้นมา จะสะดวกมากๆ และแม้จะอยู่ในห้องมืดๆ มันก็มีการชดเชยแสงด้วยความสว่างจากหน้าจอ เพื่อให้สามารถสแกนใบหน้าได้ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะถ้าไม่ลืมตา จะสแกนปลดล็อกไม่ได้ด้วย ระยะการสแกนใบหน้า อยู่ที่ราวๆ 6-7 เซ็นติเมตร ใกล้เวอร์ ปกติไม่ค่อยจะมีใครสแกนใกล้ขนาดนั้นหรอกนะ

เมื่อเริ่มใช้งาน ผมพบว่ามีการติดตั้งแอปบางตัวมาให้เรียบร้อย หลายตัวเป็นอะไรที่หลายๆ คนอาจจะใช้อยู่แล้ว เช่น Netflix, Facebook อะไรพวกนี้ แต่ผมก็ไม่ชอบที่มีการติดตั้งแอปที่หลายๆ คนอาจจะไม่ได้ใช้ เช่น Agoda, Booking.com มาให้ ไม่อยากใช้ต้องมาไล่ Uninstall เอง

แอปที่ไม่ค่อยน่าจะมีคนได้ใช้ ที่ถูกติดตั้งมาในเครื่องตั้งแต่แรก

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 11.1 ที่ครอบ Android 11 อยู่นี่ ณ วันที่ผมรีวิว ได้อัปเดตเป็น Android Security Patch ของเดือนกรกฎาคม 2564 แล้ว และวัยรุ่นและสาวๆ น่าจะชอบตรงที่มันรองรับการติดตั้งธีม ซึ่งสามารถไปหาซื้อมาติดตั้งได้ค่อนข้างสะดวก มีให้เลือกเยอะมาก และมีน่ารักๆ หลายอันเลย ข้อเสียคือ การทำ Metadata ไม่ค่อยดี ส่งผลให้ระบบ Search เพื่อหาธีมที่ต้องการแทบจะไร้ประโยชน์สุดๆ 😒😒

ความยืดหยุ่นในการปรับแต่งตัวหน้าตาการแสดงผลของ ColorOS นี่ผมว่าสุดๆ ทีเดียว ตั้งธีมได้ เปลี่ยนรูปแบบไอคอนของแอปได้ เลือกเลย์เอาต์ของแอปได้ อนิเมชันตอนสแกนลายนิ้วมือก็เลือกได้ สีของการแสดงผล เปลี่ยนฟ้อนต์ได้ มี Font store ขายฟ้อนต์อีก ฟ้อนต์ไทยสวยๆ เพียบ ถูกใจสาวๆ เลยแหละ 😎😎

นอกจากนี้ก็มีฟีเจอร์อีกหลายๆ อย่างที่น่าสนใจ อาทิ

การตั้งค่าหน้าจอแบบปกติ และ Dark mode

มี Dark mode ตามสมัยนิยม ใครที่ไม่ชอบให้หน้าจอมีแสงฟ้า ไม่อยากติดฟิล์มกรองแสงสีฟ้า ก็เปิดโหมด Eye comfort ได้ แถมเลือกว่าจะเปิดตลอดเวลา หรือเปิดตามช่วงเวลาได้อีก (เวลากลางคืนที่ปิดไฟนอนแล้ว ก็อาจจะอยากลดแสงสีฟ้าบนหน้าจอ เป็นต้น)

ตัวอย่างการใช้ Google Lens ในการแปลภาษาของภาพที่ถูกแคปหน้าจอมา

แคปหน้าจอแล้ว ถ้าเกิดเป็นพวกข้อความ ก็สามารถใช้ Google Lens แปลภาษาได้เลย โดยคำแปลจะถูกแปะทับข้อความเดิมไปเลย ซึ่งจะเรียกว่าสะดวกดีก็ใช่ แต่ Google Translate นี่ก็แปลประหลาดๆ ในบางที โดยเฉพาะถ้าเป็นพวกการ์ตูนหรือนิยาย และ Google Lens มันก็แปะข้อความทับแบบแปลกๆ อะ 😒😒

OSIE visual effect ช่วยเพิ่มความสว่างและสีสันให้โดยอัตโนมัติ โดยมีการใช้ AI มาช่วย แต่ฟีเจอร์นี้แน่นอน กินแบตเตอรี่เพิ่ม และไม่ใช่ทุกแอปที่จะรองรับฟีเจอร์นี้ โดยเราสามารถเข้าไปดูได้ว่ามีแอปอะไรที่รองรับฟีเจอร์นี้บ้างได้ที่หน้าจอตั้งค่าของฟีเจอร์

OPPO Reno 6Z 5G กับหูฟังสีขาว

ลองทดสอบหูฟังที่แถมมา เป็นดีไซน์ EarBuds ที่สวมแล้วไม่เจ็บหูต่อให้ใส่นานๆ ก็โอเคนะ แต่ดีไซน์นี้จะแอบหลุดจากหูง่ายหน่อย คุณภาพเสียงที่ได้ ค่อนข้างดีทีเดียว ลองทดสอบ

OPPO Reno6 Z 5G เนี่ย มีแบตเตอรี่มาให้ 4,310mAh จากที่ผมลองใช้งาน เอาแบบทั่วๆ ไป ไม่โหดมาก เน้นดูนั่นนี่ เล่นโซเชียลมีเดีย แชทกับเพื่อน ไม่ได้ใช้ต่อเนื่องยาวๆ เซฟๆ หน่อย ก็พกออกไปนอกบ้านใช้ยาวๆ ได้จนถึงกลับมาบ้านค่อยชาร์จอะ ใครที่ชอบเสียบสายชาร์จก่อนนอน แล้วปล่อยยันเช้าแบบผม ก็เปิดใช้ฟีเจอร์ Optimized night charging ให้ AI มันเรียนรู้พฤติกรรมการชาร์จของเรา แล้วปรับความเร็วในการชาร์จให้เหมาะสม เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่ได้ หรือถ้าต้องชาร์จแบบด่วนจี๋จริงๆ มันก็รองรับเทคโนโลยี VOOC 4.0 ชาร์จไวที่ 30 วัตต์ ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ใน 49 นาที 😲😲

จุดขายของ OPPO Reno6 Z 5G คือกล้องถ่ายภาพ

สโลแกนที่เป็นจุดขายของรุ่นนี้คือ “อารมณ์ไหนก็ Portrait” ครับ ก็ต้องมองว่าจุดขายหลักๆ ของรุ่นนี้ ก็เช่นเคย คือ กล้องดิจิทัลและการถ่ายภาพ ในแง่ของ User Interface ของกล้อง ผมว่าใช้งานสะดวก ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก โหมดการถ่ายภาพและวิดีโอมีให้เลือกคือ ถ่ายภาพกลางคืน, ถ่ายวิดีโอ, ถ่ายแบบออโต้, โหมด Portrait, Time-lapse, Panorama, AR sticker, Slomotion, Extra HD, Macro, Dual-view video, Expert, สแกนข้อความ, SOLOOP Template ที่จะมีเทมเพลตวิดีโอให้ใช้ถ่ายวิดีโอมากมาย

มือซ้ายของผู้หญิงกำลังถือ OPPO Reno 6Z 5G เพื่อเล็งถ่ายรูป

ข้อสังเกตของผมคือ ตัวกล้องหลังมีกล้องหลักเป็นเลนส์มุมกว้าง 64 ล้านพิกเซล เลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultrawide) 8 ล้านพิกเซล แล้วก็เลนส์มาโคร 2 ล้านพิกเซล แต่ไม่มีเลนส์เทเลเลยครับ แต่ตรงนี้แอบไม่ต้องห่วง เพราะกล้องหลักที่มันมีความละเอียดสูง แต่เวลาถ่ายภาพออกมา ได้ความละเอียด 16 ล้านพิกเซลนี่แหละ ที่ทำให้มันพอจะทำ Digital zoom แบบ 2x ได้โดยที่ไม่เสียคุณภาพ แต่หากซูมดูใกล้ๆ จะเห็นว่าภาพที่ถ่ายแบบ 2x จะมี Noise เยอะกว่าเมื่อเทียบกับการถ่ายที่ความละเอียด 64 ล้านพิกเซล แล้ว Crop ภาพมาเทียบกัน

ภาพคีย์บอร์ดไม้ไผ่ ถ่ายแบบซูมดิจิทัล 2x ด้วยกล้อง OPPO Reno 6Z 5Gภาพคีย์บอร์ดไม้ไผ่ ถ่ายแบบความละเอียด 64 ล้านพิกเซลด้วยกล้อง OPPO Reno 6Z 5G แล้วครอบเพื่อจำลองการซูม 2x

ภาพที่ได้จากกล้องหลัก 64 ล้านพิกเซลถือว่าโอเคทีเดียวละครับ ผมลองไปถายมาหลายๆ ภาพดู ก็ถือว่าโอเคเลยแหละ ทั้งในร่ม กลางแจ้ง ภาพที่สีสันสดๆ หน่อยก็ไปลองถ่ายมา คิดว่าตัวกล้องไม่ทำให้ใครผิดหวัง และหากอยากจะให้ AI ช่วยปรับแต่งภาพให้ดีขึ้นอีก ก็สามารถเปิดใช้งาน AI ได้นะครับ มันก็ตรวจจับ Scene ภาพต่างๆ ได้ประมาณนึง อาจจะไม่แม่นมาก เพราะผมลองพยายามถ่ายภาพเมาส์ Ergonomic ของ Microsoft ของผม มันมองเป็นผลไม้ 🤣🤣

ลองถ่ายภาพจากจุดเดียวกัน แต่ที่ระยะภาพแตกต่างกันมาให้ดูครับ 0.6x, 1x, 2x และ 5x ก็ได้คุณภาพของภาพตามด้านล่างเลย ด้วยความที่เลนส์มุมกว้างพิเศษมันแค่ 8 ล้านพิกเซล ขนาดของภาพที่ได้ก็จะเป็น 8 ล้านพิกเซลครับ แต่ที่เหลือมันใช้เลนส์มุมกว้าง เซ็นเซอร์ 64 ล้านพิกเซล เราก็จะได้ภาพขนาด 16 ล้านพิกเซลออกมา ถ่ายที่ 1x กับ 2x ก็จะดูโอเค ไม่เสียคุณภาพมาก ที่น่าสนใจคือ ตอนขยายภาพไปที่ 5x แล้ว ผมก็ยังพบว่าภาพก็ยังมีคุณภาพที่โอเคอยู่นะเออ 😀😀

โหมดมาโคร ช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพได้ที่ระยะใกล้ระดับ 4 เซ็นติเมตรได้คมชัดครับ ผมลองถ่ายเปรียบเทียบโดยใช้โหมดออโต้ กับโหมดมาโคร จะเห็นได้เลยว่า โหมดมาโครที่ถ่ายภาพโฟกัสระยะใกล้ได้ดีจริงๆ แต่ก็แอบเสียดายตรงที่เซ็นเซอร์มันมีความละเอียดแค่ 2 ล้านพิกเซลเท่านั้นอะ 😓😓

ภาพระยะใกล้ของไอคอน Google Play Store ที่ถ่ายด้วยโหมดมาโคร ทำให้ภาพออกมาคมชัด

กล้องหน้าของ OPPO Reno6 Z 5G 32 ล้านพิกเซล พร้อมโหมดบิวตี้ ช่วยให้ภาพถ่ายออกมาฟรุ้งฟริ้งถูกใจสาวๆ แน่นอน และเป็นเหตุผลที่ภรรยาผมเลือกซื้อยี่ห้อนี้มาใช้เลยแหละ ซึ่งอันนี้ผมไม่เถียงจริงๆ กล้องหน้า เลนส์มุมกว้างประมาณนึงเลยนะ ได้ระยะภาพกว้าง 85 องศา ถือว่าดีอยู่ เสียตรงที่เราเลือกให้มัน Crop ภาพเข้ามาอีกหน่อยไม่ได้ คือ เซลฟี่จะเป็นภาพมุมกว้างเสมอ

ผมและภรรยาถ่ายภาพเซลฟี่ริมระเบียงไม้ โดยมี

จุดตินิดนึงคือ ตอนถ่ายภาพเซลฟี่แบบย้อนแสง เปิด HDR แบบออโต้ บางทีมันก็ไม่ปรับแสงให้นะ ต้องไปบังคับให้เป็น On ไปเลยจะชัวร์กว่า หรือไม่งั้นก็ต้องปรับมุมกล้องหน่อย เพราะบางทีมันก็เอ๋อๆ ไปเหมือนกัน

และแน่นอน จุดขายเด่นสุดคือโหมด Portrait ที่เป็นลักษณะโบเก้ดวงไฟกลมๆ ครับ ซึ่งไม่จำกัดว่าจะต้องถ่ายตอนกลางคืน หน้าแสงไฟระยิบระยับนะ ถ้าเราไปถ่ายตอนกลางวัน โดยมีกิ่งก้านสาขาของต้นไม้เป็นแบ็กกราวด์ ให้แสงอาทิตย์ส่องมาตามช่องว่างของใบไม้ มันก็จะสามารถถ่าย Portrait แบบมีเอฟเฟ็กต์เหมือนแสงไฟได้แบบนี้เช่นกัน ซึ่งดูดีมาก

ภาพเซลฟี่ของหญิงสาวในชุดเสื้อแขนยาว ถ่ายตอนกลางวัน โดยมี

เซ็นเซอร์ความละเอียดสูงตั้ง 32 ล้านพิกเซล และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาตลอด ช่วยให้สามารถตรวจแยกตัวบุคคลและแบ็กกราวด์ได้ค่อนข้างแม่นยำเลยทีเดียวครับ ในหลายๆ มุม หลายๆ เคส ผมว่า ถ่ายภาพ Portrait ออกมาแล้ว ดูดีเหมือนใช้กล้องโปรอยู่นะเออ อันนี้ต้องยอมรับว่า “อารมณ์ไหนก็ Portrait” ของ OPPO เป็นแบบนั้นจริงๆ

บทสรุปการรีวิว OPPO Reno6 Z 5G

OPPO Reno6 Z 5G ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่สเปกโอเค มีกล้องดิจิทัลที่คุณภาพดี ในราคาที่ไม่แพง คือเปิดตัวมาที่ 12,990 บาท เอื้อมถึงได้ไม่ยากสำหรับหลายๆ คน สาวๆ น่าจะชอบมากไม่ว่าจะเป็นเพราะการปรับแต่ง UI และฟ้อนต์ต่างๆ ให้ถูกใจตัวเอง และการถ่ายภาพเซลฟี่ที่ฟรุ้งฟริ้งมาก ถ่าย Portrait ออกมาดูดี และบอกเลยว่า HDR ของ OPPO ที่แม้ว่าตอนผมลองมันจะมีเอ๋อๆ บ้าง แต่ถ้าเราเลือกเปิดใช้งานได้เหมาะสมกับสถานการณ์ มันถ่ายภาพย้อนแสงออกมาได้ดีมากที่เดียว เรียกว่าประทับใจจนบางที เวลาถ่ายรูปกับแฟน หรือถ่ายรูปให้แฟน ผมต้องเลือกที่จะไม่ใช้ Samsung Galaxy Z Fold 2 แล้วไปใช้ OPPO Reno6 Z 5G แทนอะ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.