Home>>รีวิว>>รีวิว Huawei MatePad Pro 12.6″ แท็บเล็ตสำหรับมืออาชีพ กับราคาค่าตัว 28,990 บาท
Huawei MatePad Pro 12.6"
รีวิว

รีวิว Huawei MatePad Pro 12.6″ แท็บเล็ตสำหรับมืออาชีพ กับราคาค่าตัว 28,990 บาท

Huawei เขาส่งแท็บเล็ตตัวล่าสุดมาให้ลองพักใหญ่ๆ แล้วครับ นั่นคือ Huawei MatePad Pro 12.6″ ซึ่งชื่อรุ่นก็บอกแล้วว่าสำหรับมือโปรนำไปใช้งาน ฉะนั้น โจทย์การรีวิวของผมก็คือ สำหรับผู้ใช้งานที่กำลังมองหาแท็บเล็ตเอาไว้ทำงานแล้ว ตัวนี้มันตอบโจทย์มากน้อยแค่ไหน อย่างไร คุ้มค่าไหมกับค่าตัวราคา 28,990 บาท ซึ่งเรียกว่าซื้อโน้ตบุ๊กสเปกกลางๆ สำหรับทำงานได้ตัวนึงเลย ผมจะลองมาให้ความเห็นส่วนตัวของผมในบล็อกตอนนี้กันครับ

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

สำหรับบล็อกตอนนี้ ผมได้รับความเอื้อเฟื้อจาก Huawei ให้ยืมตัว MatePad Pro 12.6″ มาพร้อมๆ กับโน้ตบุ๊ก Huawei MateBook 14 (รุ่นที่เป็น AMD Ryzen 7 3700U แรม 8GB) และอุปกรณ์เสริมอย่าง Huawei Smart Magnetic Keyboard และ Huawei M-Pencil รุ่น 2 มาด้วย ซึ่งตอนนี้หากซื้อ MatePad Pro 12.6″ ก็จะได้รับอุปกรณ์เสริมสองชิ้นนี้แถมมาด้วยเลย ถือว่าคุ้มนะ เพราะปกติคีย์บอร์ดจะ 6,590 บาท และ M-Pencil ก็ 3,990 บาท ถ้าต้องซื้อเพิ่มเองคือบวกหมื่นนึงอะ แอบโหด

การรีวิวของผม จะเน้นไปที่ประสบการณ์ในการใช้งานเพื่อทำงาน แต่ด้วยความที่ผมไม่สามารถเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานได้ ดังนั้นผมก็อาจจะไม่มีภาพประกอบบทความเพื่อแสดงตัวอย่างให้ดูมากนักนะครับ แต่สิ่งที่ผมเล่า เป็นประสบการณ์ในการใช้งานจริงอย่างแน่นอน อันนี้ขอยืนยัน

ในแพ็กเกจของ Huawei MatePad Pro 12.6″ นั้น ประกอบไปด้วยตัวแท็บเล็ตเอง ที่ชาร์จแบบ 40 วัตต์ จ่ายไฟได้ 5V 2A, 9V 2A และ 10V 4A หรือพูดง่ายๆ คือรองรับการชาร์จแบบเร็ว เพื่อรองรับแบตเตอรี่สุดใหญ่ 10,050mAh พร้อมสายชาร์จแบบ USB-A to USB-C ความยาว 1 เมตร มาให้ด้วย มีตัวจิ้มเพื่อถอดถาดใส่เมมโมรีการ์ดออกมาจากตัวเครื่อง คู่มือการใช้งาน

Huawei MatePad Pro 12.6" ด้านหน้า

ตัวแท็บเล็ต เป็นขนาดหน้าจอ 12.6 นิ้ว ตามชื่อรุ่นนั่นแหละ จอแสดงผลเป็น OLED สัดส่วนการแสดงผลแบบ 16:10 ความละเอียด 2,560×1,600 พิกเซล หรือความละเอียดระดับ 2.5K มีขอบจอที่ค่อนข้างบางมาก ส่วนของการแสดงผลกินเนื้อที่ 90% ของหน้าจอเลย โดยรวม ผมค่อนข้างชอบจอแสดงผลมาก ส่วนนึงเพราะผมเป็นคนชอบจอแสดงผลแบบ OLED และ AMOLED อยู่แล้วครับ มีกล้องหน้าอยู่ตรงบริเวณตรงกลางของตัวเครื่องในแนวนอน คล้ายๆ กับพวกโน้ตบุ๊ก มีความละเอียดเซ็นเซอร์ 8 ล้านพิกเซล f/2.0 (Fixed focus)

Huawei MatePad Pro 12.6" ด้านหลัง

ด้านหลังของตัวแท็บเล็ต เป็นแบบเรียบๆ เลย แต่มีกล้องดิจิทัลให้ 2 ตัว คือ 13 ล้านพิกเซล f/1.8 (Auto focus) และ เลนส์มุมกว้าง 8 ล้านพิกเซล f/2.4 (Fixed focus) ตัวเครื่องค่อนข้างบาง หนาแค่ 6.7 มิลลิเมตร ก็ระดับสมาร์ทโฟนทั่วๆ ไป และมีน้ำหนักแค่ 600 กรัมนิดๆ ครับ ในภาพรวม เป็นแท็บเล็ตที่ดีไซน์เรียบหรู ดูดี

ประสบการณ์ใช้งานในฐานะแท็บเล็ตทั่วไป: ใช้งานได้ดี แต่การไม่มี Google Mobile Services ยังทำให้ไม่สะดวกเท่าไหร่

ในฐานะรุ่นโปร Huawei MatePad Pro 12.6″ มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Kirin 9000E เป็น 1+3+4 core ครับ (1 x Cortex-A77@3.13 GHz + 3 x Cortex-A77@2.54 GHz + 4 x Cortex-A55@2.05 GHz) มีหน่วยประมวลผลกราฟิกเป็น Mali-G78 แบบ 22-core และมีหน่วยประมวลผล Neural network หรือ NPU เป็น 1 Big core + 1 Tiny core ด้วย มีหน่วยความจำ 8GB และความจุ 256GB ซึ่งเร็วโคตรๆ ครับ ผมลองวัดความเร็วแล้ว อ่านได้เร็ว 1.7GB/s เขียนได้เร็ว 1.1GB/s ทดสอบเสร็จไวจนน่าตกใจเหอะ

นอกจากนี้ ยังมีลำโพงถึง 8 ตัว ให้เสียงกระหึ่มมาก เรียกว่าจะใช้งานไม่ต้องต่อลำโพงเสริมใดๆ เลย ดังนั้น หากจะเอามาดูหนัง ฟังเพลง มันคือครบจบในตัวเดียวมาก และหากจะเล่นเกม ก็เรียกว่าหมดห่วง ด้วยประสิทธิภาพของหน่วยประมวลผลทั้ง CPU และ GPU ครับ

ภาพหน้าจอ Homescreen ของ Huawei MatePad Pro 12.6"

ตัว User Interface ของ Huawei MatePad Pro 12.6″ ที่ทำเป็นสไตล์แท็บเล็ตกึ่งเดสก์ท็อป มี Docking ให้ใช้แบบอาศัยประโยชน์จากหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ ความละเอียดสูง มันดูดีไม่เลวครับ แต่อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดร้ายแรงในฐานะแท็บเล็ตอันนึงของ Huawei MatePad Pro 12.6″ ก็คือ การที่ไม่มี Google Mobile Services นั่นแหละครับ ใครที่พึ่งพาบริการของ Google เยอะๆ ก็จะกระทบเยอะหน่อย แต่ข่าวดีก็คือ ณ ตอนนี้ Huawe AppGallery มีการทำ Localized app เยอะมากแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะมีให้ดาวน์โหลดไว้ใช้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ด้วย หลังบ้านจะเป็นยังไงผมไม่แน่ใจ แต่ไม่ว่าจะเป็นแอปทีวีออนไลน์ แอปช้อปปิ้งออนไลน์ (Lazada, Shopee) แอปธนาคารต่างๆ ตลอดไปจนถึงแอปเป๋าตัง ก็มีให้ดาวน์โหลดแล้ว

หน้าจอ Huawei AppGallery

ในส่วนของแอปบางตัว ที่มันอิงกับบริการที่อยู่ในประเทศสหรัฐ หรือเป็นแอปของบริษัทในสหรัฐ เช่น Twitter, Facebook อะไรพวกนี้ แม้จะไม่มีให้ดาวน์โหลดจาก AppGallery โดยตรง พอเราเสิร์ชจาก AppGallery แล้ว มันก็จะมีสองทางเลือกให้เรา (อาจจะมีแค่ทางใดทางหนึ่ง หรือสองทางให้เลือก) คือ

• ดาวน์โหลดเป็น apk จากบริการ 3rd party app store หรือ
• เปิดเป็นลิงก์ใช้งานผ่านเว็บแทน (ซึ่งมักจะเป็นพวกบริการโซเชียลมีเดียที่สามารถล็อกอินใช้งานผ่านเว็บได้)

นอกจากนี้ บริการ 3rd party app store บางที่ เช่น APKPure มันก็มี App store ในรูปแบบแอปให้ดาวน์โหลดมาใช้งานด้วย ซึ่งก็ค่อนข้างสะดวก และแม้สหรัฐอเมริกาจะกีดกัน Huawei ค่อนข้างเยอะ ก็ดูจะมีแค่ Google นี่แหละ ที่ปิดกั้นหนักมากขนาดที่ Huawei ใช้ Google Mobile Services ที่เป็นแกนสำคัญของการใช้งานบริการต่างๆ ไม่ได้เลย ต่อให้เราดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งใช้งาน แต่ถ้าเป็น Twitter, Facebook, Amazon หรือแม้แต่ Microsoft (Office, OneDrive, Skype ฯลฯ) พวกนี้ถ้าเราสามารถดาวน์โหลดแอปมาติดตั้งได้ เราก็จะยังสามารถใช้บริการได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ แต่มันมีข้อแม้ว่าเราต้องมั่นใจว่าไฟล์แอปที่เป็น apk ที่เราดาวน์โหลดมาติดตั้งนั้น มีความน่าเชื่อถือ

หน้าจอการอัปเดตแอปของ APKPure

ข้อจำกัดของการใช้ 3rd party app store มันก็ค่อนข้างชัดเจนครับ คือ การจะติดตั้งแอปจากไฟล์ apk มันต้องกดยืนยันทุกครั้ง และแม้ว่าพวก 3rd party app store อย่าง APKPure มันจะมีหน้าจอแสดงรายชื่อแอปที่เราติดตั้งไว้ แล้วให้เรากด Update all ได้ แต่เวลาดาวน์โหลดแต่ละแอปเสร็จ เราต้องคอยกดยืนยันเพื่อติดตั้งแอปทุกครั้ง ยังแอบยุ่งยากอยู่

ภาพของ Huawei MatePad Pro 12.6" ตอนเปิดแอป Lazada ในโหมด Lanscape

ดีไซน์ของ Huawei MatePad Pro 12.6″ เนี่ย เขาตั้งใจจะให้ใช้แนวนอนเป็นหลัก (ถ้าถือแนวตั้งนี่ถือว่าโคตรยาวใหญ่) ซึ่งการใช้งานในโหมด Landscape แบบนี้มักเจอปัญหาหลักๆ ตอนเปิดใช้แอปหลายๆ ตัว ที่ดีไซน์มาแบบกะให้ใช้บนสมาร์ทโฟนเป็นหลักเลย เช่นพวกแอปธนาคารต่างๆ แอปช้อปปิ้งออนไลน์ แอปเกมบางเกม มันจะรองรับการใช้งานแนวตั้งเท่านั้น ส่งผลให้บางทีก็ใช้ไม่สะดวกตามต้องการ แต่ Huawei MatePad Pro 12.6″ ก็มาพร้อมกับทางแก้ครับ คือ เขาใช้ฟีเจอร์ Window lock ครับ เปิดแอปตัวเดียว แต่สามารถทำงานสองหน้าจอได้พร้อมกัน อย่างเช่นแอป Lazada นี่ ผมเปิดหน้าแรกขึ้นมา มันจะแสดงผลในโหมด Landscape ได้แบบไม่มีปัญหา แค่ว่าตัวแอปจะไม่ขยายไปเต็มหน้าจอเหมือนแอปที่รองรับการแสดงผลในโหมด Landscape แต่พอแตะดูรายละเอียดสินค้าแล้ว มันจะเปิดหน้าต่างแอปขึ้นมาอีกอัน เพื่อแสดงข้อมูลในแบบ Multi-view ครับ ซึ่งถือว่าออกแบบ UX มาได้ดีทีเดียว

ใช้ Huawei MatePad Pro 12.6″ ทำงานแบบมืออาชีพ: อุปกรณ์เสริมอย่าง Huawei Smart Magnetic Keyboard และ Huawei M-Pencil รุ่น 2 คือตอบโจทย์

ในขณะที่อุปกรณ์จำพวกแท็บเล็ตจะยังไม่สามารถทดแทนการใช้งานระดับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ 100% แต่เทรนด์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มันก็ดีเพียงพอสำหรับใช้งานหลายๆ อย่างได้ โดยเฉพาะงานจำพวก เช็กอีเมล ท่องเว็บ ตกแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอแบบง่ายๆ อะไรพวกนี้ ทำบนแท็บเล็ตได้สบายๆ เลยครับ

Huawi MatePad Pro 12.6" พร้อมคีย์บอร์ด กำลังทำงานแก้ไขเอกสารเมนูอาหาร

และหากได้ Huawei Smart Magnetic Keyboard มาใช้ด้วยแล้ว ผมพบว่าค่อนข้างสะดวกเลย และอย่างที่ผมบอก แอปฝั่ง Microsoft รวมถึงบริการ OneDrive มันสามารถหาใช้ผ่านพวก 3rd party app store ที่น่าเชื่อถือได้ ฉะนั้น ผมสามารถเช็กอีเมลด้วย Microsoft Outlook รีวิวเอกสารและแก้ไขด้วย Word รวมถึงการนำเสนองานผ่าน PowerPoint ก็ได้อยู่ เพียงแต่ต้องไม่ใช่งานซับซ้อนอะไรมากนะครับ และในยุคชีวิตวิถีใหม่ หลายๆ คนสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ Huawei MatePad Pro 12.6″ รองรับความต้องการนี้ได้ดีทีเดียว เริ่มจากกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ในตำแหน่งเหมือนๆ กับโน้ตบุ๊กทั่วไป และแน่นอน ลำโพง 8 ตัว ก็ย่อมให้เสียงดังฟังชัด ประชุมคนเดียวในห้องทำงานที่บ้าน ไม่ต้องหาหูฟังมาใส่ให้วุ่นวาย ไมโครโฟนบนตัวเครื่องก็มี 4 ตัว พร้อมเทคโนโลยี AI ช่วยลดเสียงรบกวนอีก จะ Zoom จะ Skype จะใช้ Microsoft Teams ไม่มีปัญหาครับ

Huawei MatePad Pro 12.6" กำลังเปิดแอปสองตัวพร้อมกันในโหมด Multi-view

หน้าจอใหญ่ระดับ 12.6 นิ้ว ทำให้การแสดงผลสองแอปพร้อมๆ กันค่อนข้างมีประโยชน์ครับ ผมสามารถทำงานแก้เอกสารหรือเช็กอีเมลไป พร้อมๆ กับการเปิดเว็บเพื่อดูข้อมูล หรือเช็กไทม์ไลน์บนโซเชียลมีเดีย หรือแชทกับเพื่อนเพื่อคุยงานบน LINE ก็ได้ สบายๆ จะแบ่งหน้าจอเป็นแบบ 1:2, 1:1 หรือ 2:1 ก็ได้

ภาพที่เซฟมาจากหน้าจอของ Huawei MatePad Pro 12.6" เป็นแอป Twitter ที่เปิดในโหมด Landscape

แต่การใช้งานในแนวนอน (Landscape) เนี่ย ทำให้เราได้เห็นอะไรบางอย่างนะ นั่นคือ แอปจำนวนไม่น้อยเลย ที่แม้จะสามารถใช้งานในโหมด Landscape ได้ แต่มันก็เหมือนกับการเอาโหมดแนวตั้ง (Portrait) มาแสดงแบบจอกว้างขึ้นซะมากกว่า ส่งผลให้มันดูใหญ่เวอร์วังเต็มจอเกินไป และผมก็สังเกตว่า เพราะหน้าจอแสดงผลระดับ 2.5K ที่ละเอียดสูงมาก และจอใหญ่เบิ้มมาก ภาพไหนที่โพสต์แล้วความละเอียดต่ำ ภาพแตกชัดๆ เลยจ้า การใช้งานพวกโซเชียลมีเดีย ถ้าใช้หน้าจอแนวนอน ผมเลยอยากแนะนำให้ใช้แบบ Multi-view

น้ำหนักของตัวแท็บเล็ตเมื่อรวมกับคีย์บอร์ดและ M-Pencil แล้ว 975 กรัม เบากว่าพวกโน้ตบุ๊กส่วนใหญ่อยู่มาก พกพาไปได้สะดวกเลยแหละครับ อย่างไรก็ดี ผมตั้งข้อสังเกตว่าตัว Smart Magnetic Keyboard นี่ไม่มี TrackPad มาให้ด้วย ถ้าเราไม่มีเมาส์ เราก็ต้องใช้นิ้วจิ้มๆ ไปนะครับ ซึ่งแอบจะไม่สะดวกเท่าไหร่ หากต้องการใช้สไตล์โน้ตบุ๊ก สำหรับผม ผมใช้คู่กับ Cheerpod ที่เป็นเมาส์พกพาขนาดเล็กแล้ว คือลงตัวสุดๆ อะ ถ้าจะต้องไปเที่ยวไหน แล้วกะพกอะไรที่จะไปอัปเดตบล็อกได้ เช็กอีเมลงาน แก้เอกสารนิดๆ หน่อย พก Huawei MatePad Pro 12.6″ ไป สะดวกกว่าแบกโน้ตบุ๊กไปทั้งตัวแน่นอน

Huawei M-Pencil ติดอยู่บนตัวเครื่อง Huawei MatePad Pro 12.6"

ดีไซน์ของ Huawei M-Pencil เก็บกับตัว Huawei MatePad Pro 12.6″ ได้ง่าย เป็นแบบใช้แรงแม่เหล็กยึดติดกับตัวแท็บเล็ตได้แน่นหนาดีมาก ถ้าพกไปใช้งานแบบปกติ ก็ไม่เผลอตกหล่นได้ง่ายๆ ยกเว้นจะไปเกี่ยวถูกอะไรแล้วหลุดออกมา หรือเกิดบ้าพลังยกแท็บเล็ตมาสะบัดแรงๆ ครับ (อันนี้ทดลองทำดูแล้ว)

ทดลองวาดเส้นด้วย Huawei M-Pencil แสดงการรับรู้แรงกด ด้วยการลากเส้นที่บาง-หนาแตกต่างกันออกไปด้วยแรงกด

Huawei M-Pencil รุ่น 2 นี่คือมีฟีเจอร์ที่ดีงามครบเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นรับรู้แรงกดแตกต่างกันได้ 4,096 ระดับ จดจำการเขียนแบบเอียงๆ ได้ มีความหน่วงแค่ 9ms เท่านั้น และฟีเจอร์อื่นๆ อีกเพียบ ที่ผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์แบบวาดรูปดิจิทัลจะชอบ เสียดายว่าผมไม่ได้ชำนาญด้านนี้ ไม่งั้นคงจะเพลินกับการวาดรูปสวยๆ รายละเอียดดีๆ แน่นอนครับ

และแน่นอนว่าการใช้งานร่วมกับแอปต่างๆ บนตัวระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ก็ย่อมทำได้ดีเช่นกัน ใครที่ชอบแอปแนวจดโน้ต ชอบขีดๆ เขียนๆ Huawei M-Pencil นี่น่าจะตอบโจทย์มากๆ

ใช้ Huawei MatePad Pro 12.6″ เป็นหน้าจอเสริมของโน้ตบุ๊ก

การใช้ Huawei MatePad Pro 12.6" เป็นหน้าจอแสดงผลใน Extended mode

หากเรามาโน้ตบุ๊ก Huawei MateBook อยู่ มันจะมีฟีเจอร์ Huawei Share ในแอป PC Manager ที่ติดตั้งมาให้กับเครื่อง ซึ่งเราจะสามารถเชื่อมต่อกับ MatePad Pro 12.6″ แล้วใช้มันเป็นหน้าจอที่สองได้ครับ เลือกได้สองโหมดเลย เหมือนการต่อจอแสดงผลภายนอก อย่างในภาพด้านบนคือ Extended mode ที่ใช้ MatePad Pro 12.6″ เป็นหน้าจอแสดงผลขยายออกมาจากหน้าจอหลัก

ซึ่งความเป็นหน้าจอสัมผัสก็ยังคงมีอยู่ เราสามารถใช้การสัมผัสในการคลิก ขยาย-ย่อ การแสดงผลของบางโปรแกรม (เช่น เบราวเซอร์ Microsoft Office) ได้ด้วย ลากแล้ววาง ฯลฯ ได้เหมือนกับใช้หน้าจอแท็บเล็ตอยู่เลย

การใช้ Huawei MatePad Pro 12.6" แบบ Mirror mode เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์วาดภาพ

อีกโหมดนึงที่น่าสนใจคือการแสดงผลแบบ Mirror mode ครับ ปกติมันจะไม่ค่อยมีประโยชน์ใดๆ หากไม่ใช่การทำ Presentation หรือจอแสดงผลมันมีขนาดใหญ่กว่าหน้าจอโน้ตบุ๊ก แต่สำหรับ Huawei MatePad Pro 12.6″ นี่ มันมีประโยชน์สองเรื่อง คือ หน้าจอเป็นทัชสกรีน และรองรับ Huawei M-Pencil ด้วย เมื่อใช้ร่วมกับ Mirror mode แล้ว ตัวแท็บเล็ตเราก็จะคล้ายๆ กับเป็น Windows tablet เลยฮะ และเราสามารถใช้ M-Pencil ในการจดโน้ตหรือวาดรูปด้วยโปรแกรมบนระบบปฏิบัติการ Windows ได้เลย ซึ่งเท่าที่ผมลองใช้ดู ถ้าอยู่ในระยะใกล้ๆ กับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นี่ ค่อนข้างโอเคเลย ไม่รู้สึกหน่วงมาก

เอาจริงๆ ฟีเจอร์นี้ ถ้าเกิดว่า Huawei ไม่จำกัดให้ใช้แค่กับโน้ตบุ๊กของ Huawei คือจะดีงามมากครับ ไม่ใช่ว่าโน้ตบุ๊กของ Huawei ไม่ดีนะ ผมรีวิวไปหลายตัวแล้ว สเปก ฟีเจอร์ ดีไซน์ ถือว่าทำได้ดีทีเดียว แต่ด้วยความที่จำนวนรุ่นมันจำกัด ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยก็จะไม่สะดวกกับการหาซื้อ Huawei MateBook มาใช้ด้วยเช่นกัน ถ้าอยากเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับการมี Huawei MatePad Pro 12.6″ นี่ ผมว่าควรจะเปิดให้คอมพิวเตอร์ยี่ห้ออื่นสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ด้วย … อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะ

ฟีเจอร์นี้ เป็นการทำงานของแอปตัวนึงบน Huawei MatePad Pro 12.6″ ครับ ฉะนั้น ในระหว่างที่ใช้งานเป็นจอเสริมอยู่นั้น เราก็สามารถแตะปุ่ม Home บนตัวแท็บเล็ต แล้วเปลี่ยนไปใช้งานแอปอื่นก่อนได้ หากจำเป็น ซึ่งค่อนข้างยืดหยุ่นดีครับ

กล้องดิจิทัล 13 ล้านพิกเซล และ 8 ล้านพิกเซล: เอาไว้ใช้ๆ แก้ขัดได้

ปกติผมก็จะไม่คาดหวังอะไรมากกับกล้องหลังของอุปกรณ์ตระกูลแท็บเล็ตครับ และแม้ว่า Huawei MatePad Pro 12.6″ จะให้สเปกกล้องมาค่อนข้างโอเค คือ มีเลนส์มุมกว้างความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และเลนส์มุมกว้างพิเศษความละเอียด 8 ล้านพิกเซลก็ตาม แต่ตัวเซ็นเซอร์มันสู้กล้องดิจิทัลของพวกสมาร์ทโฟนไม่ได้ครับ อันนี้ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน

ภาพของชั้นวางของ ที่มีพระพุทธรูป และของต่างๆ วางอยู่

และจะยิ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้น ตอนถ่ายภาพที่แสงน้อยลง ถ้าเอาภาพมุมเดียวกันไปเทียบกับภาพที่ได้จากสมาร์ทโฟนระดับกลางๆ หรือเรือธงแล้ว จะรู้สึกได้ว่าภาพจากกล้องสมาร์ทโฟนมันดีกว่าชัดเจนมาก ฉะนั้นถ้าใครหวังจะใช้เพื่อถ่ายสวย กล้องหลังนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้ามองว่าเอาไว้ใช้ถ่ายประกอบงานบ้างอะไรบ้าง คุณภาพไม่ต้องระดับมืออาชีพ เลนส์สองช่วงนี้ และความละเอียดระดับ 13 ล้านพิกเซลกับ 8 ล้านพิกเซล ก็ถือว่าพอไหวครับ แต่หากพิจารณาว่านี่คือแท็บเล็ตระดับโปร ผมก็รู้สึกว่าน่าจะใส่คุณภาพของเลนส์และเซ็นเซอร์ให้ดีกว่านี้อีกหน่อย แต่ก็นั่นแหละ มันก็อาจจะทำให้ราคาแพงขึ้นไปอีก เพราะเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ ราคามันก็แค่พอๆ กับสมาร์ทโฟนระดับเรือธงเท่านั้นเองนะ แต่ได้จอใหญ่กว่ามากมาย

ภาพรวมความคุ้มค่าของ Huawei MatePad Pro 12.6″: ถือว่าคุ้มค่า แต่จะดีงามที่สุดหากคุณอยู่ใน Huawei Ecosystem

ค่าตัว 28,990 บาท ถามว่าคุ้มค่าไหม ผมมองว่าคุ้มค่านะ เพราะในช่วงเปิดตัวนี่เราจะได้ทั้งคีย์บอร์ดและ Huawei M-Pencil ไปเลย ถ้าคุณไม่ใช่คนที่ยึดติดกับ Google Mobile Services มาก (หรือสามารถแยกตัวออกมาจาก GMS นี่ได้ไม่ยาก) มันคือแท็บเล็ตที่ดี ใช้เสริมการใช้งานโน้ตบุ๊กได้ค่อนข้างโอเค

Huawei MatePad Pro 12.6" กำลังเช็กอีเมลผ่านแอป Microsoft Outlook

ก็อย่างที่ผมบอกไปตอนต้นครับ ถ้าทำงานโดยใช้ Microsoft Office เช็กอีเมลผ่าน Microsoft Outlook เก็บไฟล์ต่างๆ ไว้บน OneDrive คุณไม่ต้องง้อ Google Mobile Services เลยครับ (โดยส่วนตัว ผมก็ไม่ได้ใช้ Google Drive เก็บไฟล์งานอยู่แล้ว) Huawei MatePad Pro 12.6″ นี่ สำหรับผมแล้ว พกไปใช้แทนโน้ตบุ๊กเวลาเดินทางไปไหนมาไหน แล้วต้องเผื่อเหนียวเผื่อขาดไว้ทำงานหน่อย มันโอเคมาก

แต่ถ้าได้เอามาใช้ร่วมกับโน้ตบุ๊ก Huawei หรือคอมพิวเตอร์ของ Huawei ที่รองรับ Huawei Share แล้ว สามารถเอามาใช้เป็นจอเสริมได้ยิ่งดีใหญ่ครับ คือ มันเหมือนได้จอแสดงผลเพิ่ม ที่สามารถเอามาใช้งานได้หลากหลายขึ้นเลย

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.