Home>>รีวิว>>รีวิว Xiaomi Mi 11 5G เรือธงลำใหม่ ในราคาสองหมื่นต้น
สมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G และกล่องใส่
รีวิว

รีวิว Xiaomi Mi 11 5G เรือธงลำใหม่ ในราคาสองหมื่นต้น

สมาร์ทโฟนค่ายนี้ ตัวล่าสุดที่ผมใช้ ก็น่าจะเป็น Xiaomi Mi Mix 3 ครับ ซื้อมาใช้เองเลย แบบ อยากได้สมาร์ทโฟนแบบมีหน้าจอเต็มๆ ซ่อนกล้องหน้าเอาไว้ด้วยการเลื่อน โดยความเห็นส่วนตัว Xiaomi เป็นสมาร์ทโฟนสเปกดี ในราคาไม่แพงเวอร์ ในขณะที่เรือธงค่ายอื่นเขาราคาพุ่งไปสองหมื่นปลายๆ ถึงสามหมื่นบาท Xiaomi Mi 11 5G นี่ราคาอยู่ที่สองหมื่นต้นๆ เท่านั้นเอง แต่ก็ให้สเปกมาแบบว่า ไม่แพ้คู่แข่งค่ายอื่นเลย ทาง Xiaomi เขาส่งตัวนี้มาให้ผมลองใช้ และนี่คือความเห็นจากผมครับ

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

Xiaomi Mi 11 5G ตัวที่ผมรีวิวครั้งนี้ ไม่ได้ซื้อเอง แต่ทาง PR ของ Xiaomi เขาให้มายืมใช้ แล้วก็รีวิวให้ได้อ่านกัน ผมก็จะเอามาเล่าประสบการณ์ให้ได้อ่านกันว่าเป็นยังไงบ้าง แต่เนื่องจากผมไม่ได้สมัครแพ็กเกจ 5G เอาไว้ (เพราะโดยส่วนตัว ผมว่า 5G นี่ยังเกินความจำเป็นของผม) ผมเลยไม่ได้ประสบการณ์ในเรื่องการใช้งาน 5G นะครับ ออกตัวไว้ก่อนเลย

Xiaomi Mi 11 5G นี่มีมาให้เลือกสองสเปก ต่างกันแค่ความจุ คือ 128GB ราคา 21,990 บาท กับ 256GB ราคา 23,990 บาท ตัวที่ผมได้มารีวิวเป็นตัวท็อปที่จำหน่ายในไทย คือรุ่นความจุ 256GB ครับ ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย มีให้เลือก 5 สี และมีความแตกต่างกันที่วัสดุที่ใช้ทำฝาหลังคือ

• ฝาหลังเป็นกระจก จะมีสีเทา Midnight gray, ขาว Frost white และ ฟ้า Horizon blue ให้เลือก
• ฝาหลังเป็นหนังวีแกน จะมีสีม่วง Lilac purple กับ สีเบจ Honey beige ให้เลือก

ตัวที่ผมได้มารีวิว เป็นฝาหลังกระจก สีเทา Midnight gray ครับ

ด้านหน้าของ สมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G

หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ AMOLED ขนาด 6.81 นิ้ว ความละเอียด 1,440×3,200 พิกเซล ระดับ 2K เลย อัตราส่วนการแสดงผลแบบ 20:9 แบบดูยาวหน่อย แต่ก็ถือว่าเหมาะกับการใช้งานทั้งทำโน่นทำนี่ทั่วไป เล่นเกม หรือแม้แต่ดูหนังแบบที่เป็นสเกลเดียวกันกับภาพยนตร์ในโรงจริงๆ เพราะอันนั้นเขาใช้อัตราส่วนการแสดงผล 21:9 คนที่ชอบเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์ แล้วใช้จอ Ultrawide คงไม่รู้สึกแปลกๆ กับอัตราส่วนการแสดงผลแบบนี้ มีกล้องด้านหน้าฝังอยู่ ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล

ภาพที่อยู่ตรงขอบจอด้านที่โค้งของสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G จะมีลักษณะโค้งตามจอภาพลงไปเล็กน้อย

แต่ขอบจอด้านข้างเป็นแบบโค้งพอสมควร เป็นสไตล์ที่ผมไม่ชอบซักเท่าไหร่ แต่อันนี้เป็นความชอบของแต่ละคน เพราะก็จะมีบางคนที่ชอบแนวนี้ เพราะมันดูสวย และกระชับมือดี อ้อ! เขาติดฟิล์มกันรอยมาให้เรียบร้อยแล้วด้วยครับ เป็นฟิล์มแบบไม่เต็มจอ

ข้อสังเกตอีกเรื่องคือ หน้าจอแสดงผลนี่จะไม่มีการซ่อนลำโพงสนทนาโทรศัพท์เอาไว้นะครับ แต่มันจะอยู่ตรงด้านบนของตัวเครื่องแทน แล้วก็จะมีลำโพงอีกตัวอยู่ด้านล่างของตัวเครื่อง ทำให้เวลาเราดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เราจะได้ยินเสียงแบบสเตริโอ โดยที่ตำแหน่งของลำโพงมันเป็นสเตริโอจริงๆ ผิดกับบางยี่ห้อ ที่ลำโพงสนทนาโทรศัพท์อยู่บนหน้าจอ ตำแหน่งลำโพงแบบสเตริโอก็จะแปลกๆ หน่อย … และลำโพงของ Xiaomi Mi 11 5G นี่เป็น harman/kardon ครับ ไฮโซมาก

พอร์ตสำหรับชาร์จแบตเตอรี่เป็นแบบ USB-C ตามมาตรฐานใหม่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่เจ้านี่รองรับการชาร์จแบตเตอรี่แบบ Fast charging ด้วยกำลังไฟ 55 วัตต์ (โหดมาก) เขาว่าชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ใน 45 นาทีเลย ที่ชาร์จนี่ไฮโซมาก เพราะเป็นแบบ GaN เลยครับ ขนาดกะทัดรัดดีมาก จ่ายไฟได้ขนาดนี้ พกไปชาร์จพวกโน้ตบุ๊กที่ชาร์จผ่านพอร์ต USB-C PD ได้เลยเหอะ

ไมโครโฟนมีสองตัว ก็เอาไว้ใช้สำหรับบันทึกเสียงแบบสเตริโอเวลาถ่ายวิดีโอ เวลาสนทนาโทรศัพท์ก็จะตัดเสียงรบกวนด้วย และผมก็เห็นพอร์ต Infrared อีกตะหาก แสดงว่าเอามาใช้เป็นรีโมตคอนโทรลได้อีก

ถาดใส่ซิมของสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G

ถาดใส่ซิมอยู่ด้านล่างของตัวเครื่อง เป็นแบบใส่นาโนซิมได้สองอัน ใส่สองด้าน ไม่มีพื้นที่ให้เพิ่มความจุด้วย MicroSD card

ด้านหลังมีกล้องสามตัว ตัวแรกใหญ่มาก เป็นกล้องเลนส์มุมกว้าง ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ถัดมาเป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultrawide ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และสุดท้ายคือเลนส์มาโคร ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล กับแฟลชแบบ LED Two-tone ถ้าเทียบกับอีกหลายๆ ยี่ห้อ ผมว่าเลนส์ของ Xiaomi Mi 11 5G นี่ปูดน้อยกว่าเพื่อนแล้ว

ด้านหลังของสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G

โดยรวมผมว่าตัวเครื่องสวยดี และเอาจริงๆ ถ้ากะซื้อมาใช้เอง และทำใจได้ว่าเป็นนักรบย่อมต้องมีบาดแผล ไม่ต้องใส่เคสเลยก็ได้ครับตัวนี้ ด้านหลังที่บอกว่าเป็นกระจกอะ มันเป็นแบบด้าน เลอะพวกคราบนิ้วมือมันๆ แล้วก็ไม่ได้น่าเกลียดเหมือนพวกที่เป็นมันวาว และผมว่าไม่ใส่เคสนี่ดูสวยกว่าและก็ไม่รู้สึกว่าต้องทนุถนอมอะไรเป็นพิเศษ แต่หากใครคิดจะใส่เคส ในกล่องเขาก็แถมเคสซิลิโคนใสมาให้แล้ว

ในแง่ของสเปก เจ้านี่ก็สมกับเป็นเรือธง คือมาพร้อมกับหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 888 Octa-core แรม 8GB แบบ LPDDR5 ที่มีแบนด์วิธสูงมาก กับ Storage ความจุ 256GB เทคโนโลยี UFS 3.1 ที่มีความเร็วในการอ่านอยู่ที่ 1.6GB/s และความเร็วในการเขียนอยู่ที่ 780MB/s เรียกว่าไม่แพ้พวก SSD กันเลยทีเดียวล่ะ เร็วปรี๊ด ในแง่ของประสบการณ์ในการใช้งาน เลยวางใจได้แหละว่าดีเหลือเฟือ ชนิดที่ผมว่า ไม่ต้องมาเสียเวลาเอาโปรแกรม Benchmark มารันให้ดูคะแนนแล้วล่ะ (ใครอยากรู้ว่ารันแล้วได้กี่คะแนน ไปหารีวิวที่อื่นได้นะครับ)

ตัวระบบปฏิบัติการ เป็น MIUI 12.0.3 บนพื้นฐาน Android 11 และได้ Security patch วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 มาแล้ว ถือว่าล่าสุดล่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าความถี่ในการอัปเดตของ Xiaomi นี่เขาจะขนาดไหนแฮะ แต่จากประสบการณ์ในการใช้สมาร์ทโฟนของ Xiaomi เขาไม่ได้ขยันอัปเดต Security patch ให้ซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะถ้าเกิดอายุของสมาร์ทโฟนมันเริ่มเก่าแล้ว (Xiaomi Mi Mix 3 ของผม แม้จะได้อัปเดตเป็น MIUI 12 แล้ว แต่ก็ยังอยู่ที่ 12.0.2 และ Security patch ยังอยู่ที่ 1 ตุลาคม 2563 อยู่เลย นี่เป็นข้อด้อยของระบบปฏิบัติการ Android เลยแหละ เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง iOS ของ Apple)

หน้าจอขอบโค้งของ Xiaomi Mi 11 5G นี่เป็นปัญหากับการใช้งานน้อยกว่าที่ผมคิดเอาไว้ซะอีก อาจจะเพราะหน้าจอมันขนาดใหญ่ 6.81 นิ้วรึเปล่า หรือ เพราะผมดันชินกับการใช้ Samsung Galaxy Z Fold 2 ที่จอโคตรจะแคบ จนรู้สึกว่าพิมพ์ได้สะดวก ไม่มีปัญหาเลย ตรงขอบๆ ที่โค้งก็ยังพิมพ์ได้ไม่ผิดพลาด

เราสามารถเลือกความละเอียดของหน้าจอแสดงผลได้สองแบบ คือ FHD+ ความละเอียด 1,080×2,400 พิกเซล ซึ่งจะต่ำกว่าสเปก แต่จะประหยัดแบตเตอรี่กว่า หรือ WQHD+ ความละเอียด 1,440×3,200 พิกเซล ซึ่งเป็นความละเอียดตามสเปก ได้ความคมชัดของภาพสูง แต่ก็เปลืองแบตเตอรี่มากกว่า และก็สามารถเลือกอัตราการีเฟรชของภาพได้สองระดับ คือ 60Hz หรือ 120Hz ซึ่งภาพที่ได้จะดูนุ่มนวล ไหลลื่นกว่า ซึ่งการที่เลือกได้ตามใจชอบ สำหรับหลายๆ คนมันก็ดีกว่าให้ซอฟต์แวร์เป็นคนเลือกให้นะ (แบบที่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ บน Samsung Galaxy Z Fold 2)

ภาพระยะใกล้ของกล้องด้านหน้าแบบเจาะรูบนหน้าจอของสมาร์ทโฟน

กล้องด้านหน้าแบบเจาะรู อยู่ในตำแหน่งตรงมุมด้านบนซ้ายมือของหน้าจอ เวลาใช้งาน ไม่ได้รู้สึกว่ามันไปเกะกะหรือบดบังอะไร เพียแต่ว่าถ้าสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าดีไซน์หน้าจอ มันออกแบบให้ตรงมุมทั้งสี่ด้าน มันโค้งค่อนข้างเยอะอยู่แฮะ เวลาดูพวกคลิปวิดีโอต่างๆ บอกได้เลยว่าทำใจที่ตรงมุมๆ ภาพจะหายไปครับ อย่างไรก็ดี เท่าที่ลองเปิด YouTube เพื่อดูคลิปแบบ 21:9 พบว่า ปกติแล้ว แอปมันจะแสดงผลแบบไม่เต็มจอ ส่งผลให้เจอขอบดำทั้งบนล่างซ้ายขวาเลย แต่ภาพก็จะได้เห็นแบบครบถ้วนดี แต่มันรำคาญแถบดำฮะ ถ้าอยากให้แถบดำเหลือน้อยสุดต้องซูมให้เต็มจอครับ แถบซ้ายขวาถึงจะได้หายไป เหลือแต่แถบดำนิดๆ ด้านบนและด้านล่าง และแน่นอน ภาพตรงมุมๆ ที่โค้งก็หายไปนิดหน่อย

ลำโพงของตัวเครื่อง ให้เสียงย่านกลางและแหลมค่อนข้างชัดเจนมาก แต่เสียงย่านต่ำพวกเบส ไม่ได้เตรียมไว้ให้นะ ไม่มีอะไรออกมาเลย แต่เสียงออกมาค่อนข้างดังดีเลยแหละ ใครที่ชอบเปิดคลิปวิดีโอ หรือเล่นเกม แล้วไม่ใส่หูฟัง ถือว่าโอเค ไม่จำเป็นต้องเปิดเสียงให้ดังสุดๆ ด้วย และจริงๆ แล้วผมว่า ถ้าเปิดเสียงดังสุดๆ ก็ควรจะให้ตัวเครื่องอยู่ห่างหัวเราหน่อยจะดีกว่า เสียงแบบบาดหูชอบกล

สมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G ที่หน้าจอแสดงผลกำลังเล่นเกม PUBG อยู่

ลองเล่นเกม PUBG ดู ปรับความละเอียดเป็นระดับ Ultra HD เลย แล้วก็เลือกคุณภาพกราฟิกแบบให้ดีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แน่นอนว่ารู้สึกได้ว่ามีเฟรมเรตตกไปบ้าง แต่การเล่นเกมก็ยังคงไหลลื่นดีอยู่นะ สเปกฮาร์ดแวร์มันเหลือเฟือจริงๆ นั่นแหละ และตรงเนี้ย ผมว่าลำโพง harman/kardon มันได้เปรียบตรงคุณภาพเสียงด้วยล่ะ ผมแยกแยะเสียงซ้ายขวา หรือระยะของเสียงปืนพอได้เลย โดยไม่ต้องสวมหูฟัง ถือว่าดี ระบบระบายความร้อนแบบ LiquidCool นี่ ผมลองเล่นเกมไปพักใหญ่ๆ ก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเครื่องร้อนแต่อย่างใด

ในแง่ของการเชื่อมต่อ Xiaomi Mi 11 5G พร้อมรองรับเทคโนโลยีล่าสุดทั้งหมดแล้วแหละ ตั้งแต่ WiFi 6 ที่พร้อมสำหรับความเร็วระดับกิกะบิต หรือเทคโนโลยี 5G นี่ก็ใช้ได้ บลูทูธก็เวอร์ชัน 5.2 รองรับ aptX HD ด้วย

ผมลองทดสอบทั้งเรื่องการปลดล็อกตัวเครื่องด้วยการสแกนใบหน้า และการสแกนลายนิ้วมือด้วยเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ พบว่าใช้งานได้โอเคทั้งคู่ เพียงแต่การสแกนด้วยใบหน้านี่ทำงานรวดเร็วเอาเรื่อง ยิ่งถ้าใช่ร่วมกับการตั้งค่าให้ Wake up เมื่อหยิบเครื่องขึ้นมานี่ยิ่งสะดวกสุดๆ ลองไปใช้ในที่มืดๆ ก็ไม่มีปัญหา เพราะตอนที่มันสแกน หน้าจอมันจะติด แสงจากหน้าจอแค่นั้น มันก็สแกนใบหน้าเราได้แล้ว ส่วนสแกนลายนิ้วมือ แอบช้านิดๆ แถมเวลาจอมันปิดอยู่ มันมองไม่เห็นด้วยว่าจะให้เอานิ้วไปวางสแกนตรงไหน

ภาพระยะใกล้ของกล้อง Xiaomi Mi 11 5G แสดงให้เห็นถึงเลนส์กล้องสามเลนส์ และข้อความ 108MP OIS ASPH

ขอพูดถึงประสบการณ์กล้องดิจิทัลบ้าง แม้ว่าเจ้านี่จะไม่ได้มีเลนส์ Tele photo มาให้ แต่ความคมชัดของการถ่ายภาพแบบ 2x นี่ไม่มีปัญหาเลย ความละเอียดของภาพที่ได้ ผมแอบแปลกใจ เพราะตอนแรกนึกว่ามันจะปรับลดความละเอียดลงมาที่ 12 ล้านพิกเซลตามสมัยนิยม แต่ลองเช็กขนาดภาพถ่ายแล้ว อยู่ที่ประมาณ 27 ล้านพิกเซลครับ ถ้าถ่ายที่สัดส่วนภาพ 4:3 ไฟล์ภาพเลยใหญ่เวอร์ 9-15MB กันเลยทีเดียว ใช่ย่อยซะที่ไหนล่ะ

ระยะในการใช้งานที่ได้ภาพคุณภาพดีที่สุด ผมว่าอยู่ที่ 0.6x (Ultrawide), 1x (Wide) และ 2x (Tele) ครับ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขาทำอีท่าไหน แต่เดาว่าไปใช้ประโยชน์จากเลนส์ Wide ที่เซ็นเซอร์ความละเอียด 108 ล้านพิกเซลนั่นแหละ เอามาหาร 4 ก็ยังเหลือตั้ง 25.2 ล้านพิกเซล พูดง่ายๆ การซูมด้วยเซ็นเซอร์ความละเอียดสูงแบบนี้ ก็คือการถ่ายแบบปกติ แล้วครอปภาพลงมานั่นแหละ (หลักการของ Digital zoom) อย่างไรก็ดี วิธีแบบนี้จะเวิร์กในกรณีที่ระยะซูมที่เราต้องการไม่เยอะนะ 2x-5x พอไหว แต่ถ้ามากไปกว่านั้น ก็จะรู้แหละ ว่าเป็น Digital zoom แต่เจ้านี่ให้เลือกซูมได้สูงสุด 30x ครับ

ภาพเปรียบเทียบการถ่ายภาพแบบซูม 3x, 5x, 10x และ 30x ด้วยกล้องของ Xiaomi Mi 11 5G

จุดขายของกล้องของ Xiaomi Mi 11 5G ก็คือเซ็นเซอร์ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล ซึ่งถ้าเราถ่ายปกติ มันก็จะใช้เทคนิคการรวมพิกเซลเพื่อให้ภาพออกมาอยู่ที่ราวๆ 27 ล้านพิกเซล แต่เราก็สามารถเลือกถ่ายแบบ 108 ล้านพิกเซลได้นะครับ แต่จากที่ผมลองถ่ายดู ผมบอกเลยว่า ขนาดพยายามดูแบบจ้องจับผิดแล้ว ก็แยกแทบไม่ออกอะ ว่าอันไหนถ่ายที่ความละเอียดเท่าไหร่ และจริงๆ แล้ว ภาพที่ถ่ายแบบ 108 ล้านพิกเซล ก็มีขนาดไฟล์ราวๆ 9.33MB เท่านั้น ในขณะที่ภาพถ่ายแบบย่อจาก 108 ล้านพิกเซลมาเหลือ 27 ล้านพิกเซล กลับมีขนาดไฟล์ 11.4MB เฉย

ภาพของสมาร์ทวอทช์ fitbit ด้านหลัง ตัวเรือนสีทอง สายสีน้ำเงินเข้ม วางอยู่บนคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊ก ถ่ายที่ความละเอียด 108 ล้านพิกเซลภาพของสมาร์ทวอทช์ fitbit ด้านหลัง ตัวเรือนสีทอง สายสีน้ำเงินเข้ม วางอยู่บนคีย์บอร์ดโน้ตบุ๊ก ถ่ายที่ความละเอียด 27 ล้านพิกเซล

ผมลองเอาภาพไปเปิดบนโปรแกรม Affinity Photo แล้วลองแสดงภาพความละเอียด 108 ล้านพิกเซลแบบ 100% ดู จากนั้นก็ลองซูมภาพ 27 ล้านพิกเซล ให้มีขนาดพอๆ กับภาพ 108 ล้านพิกเซลแบบ 100% ดู ผลนะเหรอครับ ก็ตามรูปด้านล่างเลยครับ ไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างอะไรเลย

ภาพซูมระยะใกล้ของด้านหลังนาฬิกา fitbit ที่ถ่ายด้วยกล้อง Xiaomi Mi 11 5G ด้วยความละเอียด 108 ล้านพิกเซล (ด้านบน) และ 27 ล้านพิกเซล (ด้านล่าง)

ผมเลยมองว่าโหมดถ่ายภาพแบบ 108 ล้านพิกเซลนี่ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรชัดเจนนัก สำหรับคนทั่วๆ ไปนะครับ จริงๆ แล้ว ภาพที่ได้จากการประมวลผลย่อส่วนจาก 108 ล้านพิกเซลมาเหลือ 27 ล้านพิกเซล กลับจะดูคมชัดกว่าในบางกรณีด้วยซ้ำไปครับ

ภาพ Portrait แบบถ่ายแมวสีสมที่กำลังนั่งหันหน้าไปทางซ้ายมือของแมวอยู่บนโซฟา

โหมด Portrait ของกล้อง Xiaomi Mi 11 5G ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ซอฟต์แวร์สามารถตรวจจับขอบของวัตถุได้ค่อนข้างแม่นยำ และไล่ระดับของการเบลอภาพได้ค่อนข้างดี สังเกตจากที่เจ้าทีเร็กซ์แมวของผมยังดูชัดเจน กระเป๋าสีดำด้านขวามือก็ยังดูชัดเจน แต่ปลายของโซฟานั้นเริ่มเบลอไปจนถึงฉากด้านหลังเลย แต่ถ้าดูตรงด้านบนหัวของทีเร็กซ์ จะเห็นว่าคิ้วของมันถูกเบลอไปด้วย ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เส้นมันเล็กไป ซอฟต์แวร์เก็บเอาไว้ไม่อยู่

ภาพถ่ายระยะมาโครของเหรียญ 10 บาท เห็นส่วนหนึ่งของพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง ร.9 และบางส่วนของพระนามของพระองค์ท่าน

พอกล้องดิจิทัลเขาแข่งกันเรื่องจำนวนเลนส์ให้ครบทุกช่วงระยะ ไม่ว่าจะเป็นมุมกว้าง เลนส์ซูม เลนส์มุมกว้างพิเศษ แล้วต่างก็มีกันครบแล้ว ก็เห็นมาแข่งกันที่จำนวนพิกเซลกันต่อบ้างล่ะ และล่าสุดก็เริ่มแข่งกันในโหมดมาโครกันแล้วครับ Xiaomi Mi 11 5G นี่มาพร้อมกับเลนส์มาโครโดยเฉพาะเลยครับ พอตั้งค่าเป้น Super macro แล้ว ก็จะสามารถถ่ายภาพได้ระยะใกล้สุดราวๆ 3 เซ็นติเมตรเลยครับ ถ่ายเหรียญ 10 บาทนี่แบบ ใกล้มากๆ สบายๆ แบบในภาพด้านบนนี่แหละครับ ขอจำกัดเรื่องเดียวคือเซ็นเซอร์มันความละเอียดแค่ 5 ล้านพิกเซลเท่านั้นแหละครับ แต่ถึงกระนั้น ขนาดไฟล์ของมันก็ใหญ่เบิ้ม ราวๆ 2-3MB ต่อรูปเลยนะ

นอกจากนี้ โหมดถ่ายภาพก็ยังมี Long exposure ที่เอาไว้ช่วยถ่ายภาพแนว Moving crowd ให้เห็นคนเดินไปมาเป็นภาพเคลื่อนไหวเบลอๆ ถ่ายทางชางเผือก ถ่ายดาวเคลื่อนตัว ฯลฯ ถ่าย Supermoon

จุดขายอีกอย่างของ Xiaomi Mi 11 5G ก็คือ โหมดถ่ายวิดีโอ ที่มีให้เลือกเยอะแยะมาก ไม่ว่าจะเป็น Slow motion, Time-lapse หรือ Dual video ที่หลายๆ ค่ายเอามาเป็นจุดขาย แต่ Xiaomi เพิ่มโหมด VLOG ที่มีการออกแบบซีนการถ่ายทำเอาไว้ ซึ่งเราจะสามารถถ่ายวิดีโอสั้นๆ เป็นช็อตเก๋ๆ ได้ ตามตัวอย่างที่เขามีให้ดู โดยที่เราไม่ต้องตัดต่อวิดีโอเลย แค่ถ่ายเป็นช่วงๆ ตามที่มันกำหนดไว้ เดี๋ยวมันจัดออกมาให้เป็นวิดีโอเก๋ๆ เอง ลองดูที่ผมถ่ายจากของรอบๆ ตัวเอาก็ได้

นอกจากโหมด VLOG แล้ว ก็มีโหมด Movie effects ที่ให้เราสามารถถ่ายวิดีโอแบบมีเอฟเฟ็กต์เหมือนในภาพยนตร์ได้ เช่น Magic zoom ที่ปกติแล้วเราจะต้องถ่ายด้วยการค่อยๆ เดินถอยออกจากวัตถุที่เราต้องการถ่าย แต่ต้องค่อยๆ ซูมภาพเข้าใกล้วัตถุนั้นแบบพอเหมาะพอดี แต่ Xiaomi Mi 11 5G นี่จะใช้ซอฟต์แวร์ในการล็อกภาพวัตถุเอาไว้แทน เราไม่ต้องคอยซูมภาพ แค่เดินถอยหลังให้ดีๆ ก็พอ อะไรแบบนี้

คือ ใครไอเดียบรรเจิด ชอบทำคอนเทนต์วิดีโอ ฟีเจอร์อย่าง VLOG หรือ Movie effects นี่ น่าจะอำนวยความสะดวกให้ได้อีกเยอะมากเลยครับ แต่ถ้าใครไม่ได้ใช้ฟีเจอร์แบบนั้น ลำพังเฉพาะศักยภาพของกล้องก็สามารถถ่ายวิดีโอ 8K ที่ 30fps ได้ (ได้ยาวสูงสุด 6 นาทีต่อครั้ง) หรือจะถ่าย 4K ก็ได้ที่ 60fps เลย สามารถถ่ายวิดีโอระยะใกล้สุดๆ ด้วย Super macro ได้อีกที่ Full HD 1080p ที่ 30fps ที่ต้องระวังคือ ความจุ 256GB ที่แน่นอนว่าพอหักตัวระบบปฏิบัติการและแอปต่างๆ ที่ติดตั้งมาอยู่แล้ว ก็เหลือให้ใช้ราวๆ 220GB ครับ ถ้าเราถ่ายวิดีโอ 8K 30fps นี่ 1 นาทีกินเนื้อที่ 1GB นะครับ และในระหว่างถ่ายวิดีโอเนี่ย เราสามารถซูมได้สูงสุดถึง 6x แถมคุณภาพของภาพ เท่าที่ผมลองดู มันก็ถือว่าโอเค ไม่ได้แย่เลยนะเออ แต่ถ้าจะให้ดี พยายามล็อกไว้ อย่าซูมเกิน 3x จะดีสุดครับ

ที่ชาร์จแบตเตอรี่แบบ GaN ของสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G

ท้ายสุด ขอพูดถึงการชาร์จแบตเตอรี่ซะหน่อยครับ เขาแถมที่ชาร์จแบบ GaN ที่สามารถจ่ายไฟได้สูงสุด 55 วัตต์มาให้ด้วย ซึ่งเป็นสายชาร์จแบบ USB-A to USB-C พกตัวเดียวนี่สามารถชาร์จได้ทั้งสมาร์ทโฟนและโน้ตบุ๊กจำพวก Ultrabook หลายๆ รุ่นเลย (พวกโน้ตบุ๊กที่ชาร์จด้วยที่ชาร์จแบบ 45 วัตต์ หรือ 65 วัตต์ ก็พอจะชาร์จด้วยที่ชาร์จอันนี้ได้) แต่ต้องบอกก่อนว่าที่ชาร์จแบบ GaN นี้ แม้จะดูเล็กๆ แต่น้ำหนักมันมากกว่าที่ชาร์จสมาร์ทโฟนแบบ 10 วัตต์ หรือ 18 วัตต์ พอสมควรเลยนะ

ภาพหน้าจอของสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G ที่แสดงให้เห็นว่าการชาร์จแบตเตอรี่จาก 19% ให้เต็มนั้น ใช้เวลาประมาณ 33 นาที

ลองเล่นจนแบตเตอรี่เหลือซัก 19% แล้วเอามาชาร์จแบตเตอรี่ดู คือ ไวมาก มากจริงๆ จาก 19% ไปจนเต็ม ใช้เวลาประมาณ 33 นาทีเท่านั้นเอง และที่สำคัญคือ ไม่รู้สึกว่าเครื่องร้อนอะไรมากด้วยนะ คงเพราะระบบระบายความร้อนแบบ LiquidCooling ละมั้ง

ภาพหน้าจอสมาร์ทโฟน Xiaomi Mi 11 5G แสดงการตั้งค่า Reverse wireless charging

นอกจากการชาร์จแบตเตอรี่เร็วด้วยที่ชาร์จแล้ว มันก็รองรับการชาร์จไร้สายแบบ 50 วัตต์ได้ด้วย ซึ่งเขาก็โฆษณาว่าสามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้เต็มเร็วใน 53 นาที แต่อันนี้เขาไม่ได้แถมที่ชาร์จมา เราต้องไปหาซื้อเพิ่มเอานะ ผมก็ไม่ได้รีวิวอันนี้ด้วยเช่นกัน และ Xiaomi Mi 11 5G นี่ก็สามารถทำ Reverse wireless charging ได้ด้วยนะ คือ ตัวมันเองสามารถจ่ายไฟชาร์จแบบไร้สายกำลังไฟ 10 วัตต์ออกมาได้ด้วย เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่ของอุปกรณ์อื่นได้ อุปกรณ์ใดที่รองรับมาตรฐาน Qi wireless charging ก็แค่เอามาแปะด้านหลังของตัวเครื่องก็ชาร์จได้แล้ว

จริงๆ แล้ว ฟีเจอร์ของ Xiaomi Mi 11 5G มันยังไม่จบแค่นี้หรอกนะ มันยังมีทั้งเรื่องการใช้งานเป็นรีโมตคอนโทรลได้ เพราะมันมีพอร์ตอินฟราเรด แล้วก็มีแอป Mi Remote มาให้ใช้ ตัวจอแสดงผล มีฟีเจอร์ AI image engine ช่วยปรับคุณภาพของการแสดงผลเพิ่มได้ (กินแบตเตอรี่เพิ่มด้วยเช่นกัน) Game Turbo ช่วยในเรื่องการปรับแต่งการเล่นเกม ฯลฯ อันนี้บางคนอาจจะไม่ทันได้ใช้เลย (เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามี) บางคนก็อาจจะไม่ได้ใช้เพราะลองแล้วไม่รู้สึกว่าอำนวยความสะดวกอะไร ก็เป็นไปได้ แต่ก็ต้องบอกว่า Xiaomi ยัดฟีเจอร์มาให้เยอะอยู่จริงๆ

บทสรุปการรีวิว Xiaomi Mi 11 5G

เป็นเรือธงที่ราคาไม่แพง จะซื้อไว้เล่นเกมแบบเปิดกราฟิกจัดเต็ม แต่ยังเล่นได้เนียนๆ ก็ได้ หรือจะเอามาใช้ถ่ายภาพตอนไปเที่ยว ใช้เป็นกล้องวิดีโอสำหรับทำคอนเทนต์ขึ้นโซเชียลมีเดียก็ไม่เลว ยิ่งมือใหม่ที่ไม่ค่อยถนัดเรื่องตัดต่อ แต่ไอเดียบรรเจิดมาก ผมว่า Xiaomi Mi 11 5G นี่น่าจะช่วยได้เยอะอยู่ จุดขายของเจ้านี่จริงๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องกล้องถ่ายรูป แต่เป็นการถ่ายวิดีโอมากกว่านะ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.