Home>>รีวิว>>รีวิว QNAP TS-451D2 NAS ประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ใช้งานตามบ้าน ในราคาหมื่นต้นๆ ถึงหมื่นกลางๆ
QNAP TS-451D2 และกล่องใส่
รีวิว

รีวิว QNAP TS-451D2 NAS ประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้ใช้งานตามบ้าน ในราคาหมื่นต้นๆ ถึงหมื่นกลางๆ

QNAP TS-453D เป็น NAS ที่ประสิทธิภาพสูง รองรับการขยับขยายฟีเจอร์ได้เยอะ แต่ราคาก็แอบสูงไปบ้าง และฟีเจอร์หลายๆ อย่าง ผู้ใช้งานตามบ้านก็อาจจะไม่ได้จำเป็นต้องใช้ขนาดนั้น (เช่น การเพิ่มขีดความสามารถด้วย PCIe หรือ 2.5GbE อะไรพวกนี้) สำหรับผู้ใช้งานตามบ้านที่งบไม่เยอะ แต่อยากได้ NAS ประสิทธิภาพสูง QNAP เขาเลยออกตัว TS-451D2 มาเป็นทางเลือก ด้วยสองสเปกคือ แรม 2GB และแรม 4GB ที่เรียกว่าเพียงพอสำหรับใช้งานตามบ้านทั่วไปแล้ว บล็อกตอนนี้ก็จะเอามาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไงบ้างนะครับ

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

QNAP TS-451D ที่รีวิวครั้งนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อมาจาก QNAP Thailand ให้มายืมรีวิวฮะ เช่นเคย เราก็จะมาเล่าให้อ่านกันว่าฟีเจอร์อะไรดียังไง ใครเหมาะกับมัน แล้วมันยังเหมือนจะขาดอะไร หรือต้องระวังอะไรตรงไหนไหม นะฮะ

แพ็กเกจของ QNAP TS-451D นี่ก็ตามมาตรฐานของ QNAP ครับ คือ นอกจากตัวเครื่อง NAS แล้ว ก็มีพวกอะแดปเตอร์ สายไฟ สาย LAN แบบ Cat 5e มาให้เส้นนึง มีพวกน็อตสำหรับใช้ขันกับฮาร์ดดิสก์มาให้ ทั้งแบบ 3.5 นิ้ว และแบบ 2.5 นิ้ว

QNAP TS-451D2 ด้านหน้า ตัวเครื่องสีดำ

ด้านหน้าของ TS-451D2 เนี่ย สไตล์จะคล้ายๆ กับรุ่น TS-451+ เดิม แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ตัวถาดใส่ฮาร์ดดิสก์ มีรูกุญแจสำหรับล็อกถาดใส่ฮาร์ดดิสก์ด้วย เผื่อที่บ้านมีเด็กมือซน ชอบไปแกะฮาร์ดดิสก์ออกมา ซึ่งอันนี้ก็จะช่วยให้เราวางใจได้ และไม่ต้องพยายามเก็บ NAS ไว้ให้ห่างมือเด็ก เพราะสำหรับผู้ใช้งานตามบ้าน บางคนอาจจะอยากเอา QNAP NAS ไปต่อกับจอทีวี ให้มันทำตัวเป็น Media Player ไปเลย ด้วยฟีเจอร์อย่าง HybridDesk Station

ด้านหน้ายังคงมีพวก LED แสดงสถานะของ NAS, LAN, USB และฮาร์ดดิสก์แต่ละลูกแยกกัน มีปุ่ม Power ปุ่ม Copy ข้อมูลจากพวก External storage ที่เสียบกับพอร์ต USB 3.2 Gen 1 (5Gbps) ด้านหน้า

QNAP TS-451D2 ที่ถอดถาดใส่ฮาร์ดดิสก์ด้านขวาสุดออกมา

ถาดใส่ฮาร์ดดิสก์ของ TS-451D2 นี่วัสดุเป็นพลาสติก ดีไซน์เป็นแบบ Tooless เช่นเคย ไม่ต้องใช้พวกไขควงใดๆ ในการขันหรือถอดน็อต ในการประกอบหรือถอดฮาร์ดดิสก์เลย

จุดที่ต้องพูดถึงนิดนึงคือ กุญแจสำหรับไขถาดใส่ฮาร์ดดิสก์ของ TS-451D2 นี่ คงเพราะมันเป็นรุ่นสำหรับใช้ตามบ้าน ราคาไม่แพงละมั้ง มันเลยทำจากพลาสติกฮะ นี่ถ้าเกิดมีแบบแปลนะก็ ใครมีเครื่องพิมพ์ 3D คงทำได้อะ 555 แต่นั่นคือจุดที่ต้องระวัง เพราะมันจะเสียรูปทรง หรือเสียหายได้ค่อนข้างง่าย ฉะนั้นเก็บไว้ดีๆ เขาให้มาสองอันเองนะ

มันเหมือนจะเป็นกุญแจแบบง่ายๆ แต่ถ้าดูดีๆ ในรายละเอียด เราจะเห็นว่าตัวสลักกุญแจมันเป็นรูปตัว Q โลโก้ของ QNAP ที่สลับด้านซ้ายขวาฮะ เช่นเคย อย่าทำกุญแจชำรุด หรือเสียหาย เดี๋ยวจะถอดฮาร์ดดิสก์ไม่ได้กัน แต่ถ้ามันสุดวิสัยจริงๆ แนะนำให้ติดต่อ QNAP Thailand ครับ

ด้านหลังของ QNAP TS-451D2

ด้านหลังของ QNAP TS-451D2 เราจะเห็นพัดลมขนาดใหญ่ 5 นิ้วเอาไว้ระบายความร้อนที่เกิดจากการทำงานของตัวเครื่องและฮาร์ดดิสก์ ดีไซน์ของเจ้านี่จะเป็นการดึงอากาศจากด้านหน้า เข้ามาระบายความร้อนภายในตัวเครื่อง แล้วพัดลมจะดูดอากาศร้อนออกจากด้านหลัง ฉะนั้น ใครจะเอาเจ้านี่ไปวางไว้ที่ไหน ให้คำนึงถึง Flow ของอากาศด้วยนะครับ

ด้านหลังเราจะเห็นปุ่มสำหรับจิ้มเพื่อรีเซ็ตเครื่อง พอร์ต HDMI 2.0 ที่รองรับการแสดงผลถึง 4K (4,096×2,160 พิกเซล) ที่ 60fps เลยทีเดียว นอกจากนี้ก็มีพอร์ต RJ45 หรือ พอร์ต LAN แบบ Gigabit LAN (1Gbps) ให้ 2 พอร์ต สำหรับทำ Load balancing และพอร์ต USB 3.2 Gen 1 (5Gbps) ให้อีก 3 พอร์ต ปิดท้ายด้วยช่องสำหรับใส่ตัวล็อกแบบ Kensington กับช่องสำหรับเสียบอะแดปเตอร์

อย่างที่ผมบอก QNAP TS-451D2 เนี่ยมีให้เลือกสองรุ่น คือ รุ่น 2G (หมายถึงแรม 2GB) และรุ่น 4G (หมายถึงแรม 4GB) ซึ่งเขาใส่มาให้เป็นแบบแรมตัวเดียวครับ ถ้าจะอัปเกรดแรมเพิ่มอีกเท่าตัว ไม่ยากเลย แค่หาแรมรุ่นเดียวกันมาใส่อีกตัวเป็นอันจบ ตามสเปก เช่นเคย เขาบอกว่าใส่แรมได้สูงสุด 8GB แต่ผมก็เห็น QNAP NAS หลายรุ่นแล้ว ที่ใส่แรมได้ 16GB สบายๆ (ยังไม่เคยลอง 32GB แต่ก็ไม่รู้จะใส่ไปทำบ้าอะไรเยอะขนาดนั้น)

งวดนี้เขามีการออกแบบใหม่ ที่ทำให้เราไม่ต้องถอดฝาตัวเครื่องออกเลย (แต่ฝาตัวเครื่องก็ยังถอดได้อยู่นะ แต่ไม่ต้องหาทำ โอเคแมะ) แค่เราถอดถาดใส่ฮาร์ดดิสก์ออกมาทั้งหมด เราก็จะเห็นช่องสำหรับใส่ RAM เพื่ออัปเกรดได้เลยครับ ง่ายๆ แบบนี้เลย แต่ระวังแค่เรื่องเดียว ตอนถอดออกมา จำไว้ด้วยนะ ว่าถาดไหนช่องไหน เพราะถ้าเราอัปเกรดหลังจากเราใช้งาน NAS ไปพักนึงแล้ว ตอนถอดออกมาดันลืมว่าอันไหนฮาร์ดดิสก์ลูกไหน นี่ RAID บ้งเลยนะเออ

RAM สูงสุดที่รองรับได้ตามสเปก เป็นผลมาจาก CPU

หลายคนคงงงว่า ถ้าอัปแรมไปได้สูงสุดตั้ง 16GB แล้วทำไม QNAP ใส่สเปกมาให้แค่ 8GB เท่านั้นล่ะ? คำตอบคือ มันเป็นผลมาจากสเปกของ CPU ครับ เช่น Intel® Celeron® J4025 ของ QNAP TS-451D2 นี่ มันเขียนไว้ที่เว็บไซต์ของ Intel เลยว่า Max Memory Size อยู่ที่ 8GB

ในแง่ประสิทธิภาพของ TS-451D2 ตัวนี้ ถือว่าไม่เลว เพราะใช้หน่วยประมวลผลเป็น Intel® Celeron® J4025 dual-core 2.0 GHz processor (burst up to 2.9 GHz) ซึ่งถือว่าเป็น Generation ค่อนข้างใหม่ แต่ยังอยู่บนสถาปัตยกรรมการผลิตที่ 14 นาโนเมตร ถ้าผมเทียบกับตัวที่ผมใช้อยู่คือ TS-453A ที่ใช้ Intel® Celeron® N3150 ซึ่งปัจจุบันก็ใช้ทำทั้ง VPN, Plex Media Server และเป็น Ad blocker พร้อมกับรัน Virtual machine เผื่อเอาไว้อีกชุด ก็ต้องบอกว่า TS-451D2 นี่ สเปกหน่วยประมวลผล เหลือพอที่จะทำแบบเดียวกันได้ เผลอๆ สบายกว่าด้วย เพราะ J4025 มันแรงกว่า N3150 ที่ออกมาก่อนหน้าถึงสี่ปีพอสมควรเลย โดยเฉพาะในงานด้านมัลติมีเดีย เพราะ J4025 นี่สามารถเข้ารหัสและถอดรหัสวิดีโอแบบ H.265/HEVC ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ใช้แรม DDR4 ที่ประสิทธิภาพสูงกว่าอีก

สำหรับใครก็ตามที่อยากได้อุปกรณ์สำหรับเก็บไฟล์วิดีโอขนาดใหญ่ๆ เอาไว้เก็บพวกหนังระดับ 4K ละก็ QNAP TS-451D2 นี่คือคำตอบที่ดีเลยแหละ เพราะตัวมันเองรองรับฮาร์ดดิสก์สูงสุดถึง 4 ตัว ทำ RAID5 ใส่ฮาร์ดดิสก์เข้าไปซักลูกละ 10TB ทำ RAID5 คือได้เนื้อที่เก็บ 30TB สบายๆ ไฟล์วิดีโอหนัง 4K ที่ 25fps มีบิตเรตซัก 45Mbps ความยาว 120 นาที จะมีขนาดไฟล์อยู่ที่ประมาณ 39GB ถ้าแบบนี้ก็เก็บหนังได้สบายๆ อย่างน้อยๆ 750 เรื่องครับ และ TS-451D2 มีพอร์ต HDMI 2.0 ที่มีแบนด์วิธรองรับ 4K 30fps ได้ เอามาเสียบต่อตรงเข้ากับทีวีได้เลย CPU และ GPU รองรับการแสดงผลแบบ 4K อยู่แล้วด้วย (TS-453A ของผม หมดสิทธิ์นะครับ)

ส่วนหนึ่งของหน้าจอโปรแกรม Plex Media Server แสดงรายชื่อของหนังต่างๆ ที่มีอยู่ในลิสต์

และแน่นอนว่า ประสิทธิภาพของ TS-451D2 ก็ยังเหลือสำหรับเอาไปทำอย่างอื่นอีก เช่น ติดตั้ง Plex Media Server เพื่อนำมาใช้เป็น Media server สำหรับสตรีมพวกไฟล์หนังต่างๆ ที่เก็บไว้ไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครือข่าย หรือแม้แต่ผ่านอินเทอร์เน็ตก็ยังได้ แค่นี้คนอื่นๆ ในบ้านก็สามารถบันเทิงกับพวกหนังต่างๆ ที่เราเก็บเอาได้สบายๆ แล้วฮะ TS-451D2 ก็มีประสิทธิภาพที่ดีพอที่จะทำ On-the-fly transcoding แปลงพวกไฟล์หนังต่างๆ ไปเป็นไฟล์ที่เหมาะสมกับการเล่นบนอุปกรณ์อื่นๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้แต่สมาร์ททีวี เพียงแต่ว่าการทำ On-the-fly transcoding นี่ น่าจะเหมาะกับพวกไฟล์ระดับ Full HD 1080p ซะมากกว่า

แต่ก็แอบเสียดายที่ TS-451D2 ตัวนี้ ไม่ได้รองรับพวกมาตรฐานใหม่อย่าง 2.5GbE ทำให้ความสามารถในการขยับขยายในอนาคตแอบจำกัดอยู่ เพราะถ้าอยากจะเพิ่มแบนด์วิธ ต้องมาใช้ Managed switch เพื่อไปทำ Port trunking แบบรวมแบนด์วิธเอา แต่ถ้ามองในแง่ของการมาของเทคโนโลยี ณ ปัจจุบัน ความเร็วระดับ 1Gbps นี่ก็เรียกว่ามากพอสำหรับใช้งานในปัจจุบันแล้ว แม้จะอัปเกรด Wireless LAN ที่บ้านไปเป็น WiFi 6 (802.11ax) ก็ตาม เพราะอุปกรณ์จำพวกสมาร์ทโฟนที่รองรับมาตรฐานนี้ ก็จะวิ่งแถวๆ 800Mbps ซึ่งก็ยังไม่เต็มแบนด์วิธ 1Gbps อยู่ดี เพียงแต่มันจะทำให้จำนวนอุปกรณ์สูงสุดที่จะใช้งานแบนด์วิธได้เต็มๆ มันลดลง

QNAP TS-451D2 ตัวนี้ เลยเหมาะมาก สำหรับคนที่กำลังมองหา NAS ที่สามารถอัปเกรดความจุไปได้สูงๆ มีประสิทธิภาพดี สำหรับเอามาใช้งานแบ็กอัปข้อมูล ทำเป็น Media server ไม่ว่าจะสตรีมมิ่งหรือต่อตรงเข้ากับทีวี และเหลือ CPU time เอาไว้ทำอย่างอื่นบ้าง เช่น รันพวก Container เผื่อใครอยากหัดเขียนโปรแกรมจุกจิก หรือทำเป็น VPN server เวลาอยู่นอกบ้านจะได้สามารถเข้ามาใช้งาน QNAP NAS ได้เสมือนหนึ่งอยู่ที่บ้าน

บทสรุปการรีวิว QNAP TS-451D2

เอาจริงๆ ผมยังงงๆ ว่า D2 นี่มันหมายความว่าไง 555 คืองี้ รุ่นก่อนหน้ามันเป็น TS-451 และ TS-451+ ทีนี้พอ QNAP NAS มันเข้าสู่ซีรี่ส์ D แล้ว ตัว NAS สำหรับผู้ใช้งานตามบ้านมันเลยเป็นรุ่น TS-451D เพียงแต่ว่ารุ่นรหัสนี้ เหมือนมันจะมีขายแต่ในเมืองจีน (ผมลองไปค้นๆ Google มา หาไม่เจอในหน้าเว็บ Global ของ QNAP แต่ไปเจอในเวอร์ชันจีน) พอจะเอามาขายในไทย มันก็เลยต้องห้อยเลข 2 ละมั้ง (เดาล้วนๆ ไม่มีข้อมูลเจือปน) แต่สองตัวเนี้ย สเปกแทบจะถอดแบบกันมาเลยฮะ

ตัวนี้บอกได้เลยว่าเหมาะสำหรับมือใหม่อยากใช้ NAS ซื้อไว้ใช้ซัก 4-6 ปี ให้ใช้งานคุ้นเคย เน้นเอามาเก็บข้อมูล แบ็กอัปต่างๆ และทำเป็น Media server โดยเฉพาะ ต่อกับทีวีโดยตรงไปเลย เพื่อจะได้สามารถเก็บพวกไฟล์หนัง 4K มาเล่นบนทีวีได้โดยตรง ประสิทธิภาพมันสูงพอมาก ถ้าจะเอามาใช้ทำโน่นทำนี่เพิ่ม ก็ทำได้พอประมาณ หลังจากนั้น ก็ค่อยอัปเกรดเครื่องมาเป็นรุ่นที่ใหม่กว่า รองรับมาตรฐานที่ใหม่กว่าไปครับ สนนราคาค่าตัวไม่โหดมาก หมื่นต้นๆ (สำหรับรุ่นแรม 2GB) หรือ หมื่นกลางๆ (สำหรับรุ่นแรม 4GB) ผมคิดว่ารุ่นแรม 4GB ก็จบแล้ว หากไม่ได้คิดจะมารันพวก Container หรือ Virtual machine ไม่จำเป็นต้องไปพยายามอัปเกรดแรมเพิ่มแต่อย่างใด

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.