Home>>รีวิว>>รีวิว Huawei MatePad Pro 5G แท็บเล็ต 10.8 นิ้ว
Huawei MatePad Pro 5G
รีวิว

รีวิว Huawei MatePad Pro 5G แท็บเล็ต 10.8 นิ้ว

นอกจาก Huawei MatePad 10.4 นิ้วที่ได้มารีวิวก่อนหน้าแล้ว Huawei เขาก็มี MatePad Pro ด้วยนะ แต่แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ MatePad Pro WiFi, MatePad Pro LTE และ MatePad Pro 5G ซึ่งตัวหลังสุดนี่คือที่เขาส่งมาให้ลอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวท็อปสุดแล้ว (และแน่นอน แพงสุดเช่นกัน) ในบล็อกตอนนี้ก็จะขอเอามารีวิวให้ได้อ่านกันว่า ใช้แล้วเป็นยังไงบ้างนะครับ

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

Huawei MatePad Pro 5G ตัวที่รีวิวนี้ ได้รับความเอื้อเฟื้อมาจากทาง Huawei Thailand ให้ยืมมาลองใช้ จะได้เขียนบอกเล่าประสบการณ์ให้อ่านกัน แต่ว่าตัวที่ให้ยืมมา มันเป็น Demo unit ที่เขาออกตัวไว้ว่าซอฟต์แวร์ไม่ใช่เวอร์ชันที่วางจำหน่าย ของที่จำหน่ายจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนซอฟต์แวร์ได้ แต่แน่นอนว่าในการรีวิวในส่วนของประสบการณ์ในการใช้งานนั้น ผมเขียนอย่างตรงไปตรงมาแน่นอน

ผมลองแกะกล่องออกมา ก็เข้าใจได้ว่าของที่ให้ยืมรีวิวเนี่ย มันจะต้องมีอะไรที่ขาดๆ หายๆ ไปแน่นอน เพราะมันผ่านมาหลายมือ และมันก็จริงครับ เพราะเท่าที่เห็น เข็มสำหรับจิ้มซิมหายไปจ้า แต่ถ้าพิจารณาจากแพ็กเกจแล้ว สิ่งที่จะมาในกล่องก็จะมี

● ตัวเครื่อง Huawei MatePad Pro 5G
● เข็มจิ้มซิม สาย USB-A to USB-C และหัวแปลง USB-C เป็น Audio 3.5 มม.
● ที่ชาร์จ ซึ่งแม้ว่าในสเปกจะบอกว่ารองรับสูงสุด 10V4A แต่ที่มีมาให้ในกล่องที่ผมรีวิว เป็นที่ชาร์จแบบ 5V2A เท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากราคาเครื่อง 29,990 บาท แล้ว ผมว่าควรจะให้มาเป็นที่ชาร์จแบบ 40 วัตต์ตามสเปกสูงสุดของมันมากกว่า

ในแง่ของการดีไซน์ตัวแท็บเล็ต ผมว่าตัว Huawei MatePad Pro 5G ทำออกมาได้ดีครับ หน้าจอขอบค่อนข้างบาง ทำกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล เป็นแบบเจาะรูบนหน้าจอ อยู่ตรงมุม ขนาดหน้าจอ 10.8 นิ้ว เป็นแบบ IPS LCD ความละเอียด WQXGA 2,560×1,600 พิกเซล เป็นอัตราส่วนการแสดงผล 16:10

ด้านหน้าของ Huawei MatePad Pro 5G

ถ้าเราถือแท็บเล็ตในแนวตั้ง รอบๆ ตัวเครื่องก็มีลำโพง 4 ตัว อยู่ด้านละสองตัว ตรงด้านบนและด้านล่าง มีปุ่ม Power อยู่ด้านบน มีถาดใส่ซิมอยู่ด้านซ้าย และปุ่ม Volume กับไมโครโฟน 4 ตัว อยู่ตรงด้านขวา พอร์ต USB-C สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือชาร์จแบตเตอรี่อยู่ที่ด้านล่าง

ด้านหลังของ Huawei MatePad Pro 5G

ด้านหลังของตัวเครื่อง เป็นกล้องดิจิทัลความละเอียด 13 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช แม้ว่าขอบของบอดี้จะเป็นโลหะ แต่ฝาหลังเป็นหนังวีแกน ซึ่ง Huawei อธิบายไว้ว่ามันคือหนังแบบ PU (Polyurethane) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ Faux leather ที่ Samsung เขาใช้ใน Galaxy Note 3 นั่นแหละ สรุปคือ ฝาเป็นพลาสติกชนิดนึงนั่นแหละครับ แต่ในความรู้สึกของผมนะ ฝาหลังแบบนี้จับสบายมือกว่า ไม่ต้องซีเรียสเรื่องรอยนิ้วมือ หรือเวลาวางบนพื้นผิวขรุขระแล้วจะทำให้ตัวเครื่องเกิดรอยขนแมว (และจริงๆ หากต้องเปลี่ยน ก็ควรจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่ามากด้วย)

ประสบการณ์ในการใช้งาน Huawei MatePad Pro 5G

แท็บเล็ตตัวนี้ใช้หน่วยประมวลผล Kirin 990 5G เป็นแบบ 8-core แบ่งออกเป็น 2×Cortex-A76 ที่ 2.86 GHz + 2×Cortex-A76 อ้างอิง 2.36 GHz + 4×Cortex-A55 อ้างอิง 1.95 GHz แรม 8GB และความจุ 256GB โดยยังสามาร1ถใส่ MicroSD card เพิ่มได้อีก ตัวนี้รองรับ 5G ด้วย และใช้ NAND flash ความเร็วสูงมาก อ่าน 1GB/s เขียน 423MB/s เรียกว่าแรงสุดเท่าที่ผมเคยพบเคยเห็นเลย ดังนั้นในแง่ของการใช้งาน จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สเปกแรงไฮโซมาก

ภาพระยะใกล้ของหน้าจอ Huawei MatePad Pro 5G

จะน่าเป็นห่วงก็เรื่องที่ไม่มี Google Mobile Services (GMS) นั่นแหละ ที่อาจจะทำให้คนที่ใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์ยี่ห้ออื่นๆ หงุดหงิดบ้าง เพราะไม่สามารถดาวน์โหลดแอปจาก Google Play Store ได้ และ Huawei AppGallery ก็ยังมีแอปยอดฮิตไม่ครบ เพราะหลายๆ แอปอ้างอิงการทำงานร่วมกับ GMS หลายๆ แอปเป็นของบริษัทอเมริกัน ก็จะไม่สามารถมาเข้าร่วมกับ Huawei เพื่อพอร์ตแอปมาลงได้ แต่ทางเลือกของเราก็ยังมีพวก 3rd party App Store อย่าง APKPure อะไรพวกนี้อยู่ (อ่านบล็อก ความเห็นส่วนตัวของผมเกี่ยวกับการใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของ Huawei แบบที่ไม่มี Google Mobile Service มันเดือดร้อนแค่ไหน? แล้วมีทางเลือกอื่นอะไรช่วยได้บ้าง?)

ลำโพง 4 ตัว เสียงดังดีมาก จนถึงขั้นกระหึ่มเลย ให้เสียงคุณภาพดีทีเดียว เสียงย่านต่ำก็ยังแสดงผลได้สบายๆ แม้จะไม่ได้ตึบเหมือนกับการฟังด้วยหูฟัง ก็สมกับที่เป็น harman kardon ล่ะ แต่บอกได้เลยว่าเสียงดีระดับที่เวลาดูหนัง ฟังเ6พลง เล่นเกม (เท่าที่จะหามาเล่นได้) ไม่ต้องเสียบหูฟังเล่นอะเวลาอยู่คนเดียว แบบไม่ต้องเกรงใจใครเรื่องเสียง

ถ้าอยากประหยัดเงิน ซื้อ Huawei MatePad Pro LTE ก็น่าจะพอ แรม 6GB ความจุเหลือแค่ 128GB แต่ประหยัดได้ประมาณหมื่นนึงเลย ราคาน่าคบกว่ามาก แต่ถ้ามาให้สุดแบบ Huawei MatePad Pro 5G แล้ว ก็อย่าลืมไปลองสมัครแพ็กเกจ 5G จากผู้ให้บริการมือถือเลยนะครับ หากอยู่ในพื้นที่ ก็น่าจะได้เล่นเน็ตความเร็วแรงสุดขีดด้วย แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว 4G LTE ก็พอแล้วเหอะ

ชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สายให้ Xiaomi Mi Mix 3 ด้วย Huawei MatePad Pro 5G

จุดขายอีกสองเรื่องของ Huawei MatePad Pro 5G ก็คือ การรองรับการชาร์จแบบไร้สายอย่างเร็ว 27 วัตต์ (แต่ก็ต้องไปหาแท่นชาร์จที่รองรับไว้ใช้ด้วยนะ ไม่ได้แถม) และการชาร์จไร้สายแบบย้อนกลับ (Wireless reverse charging) จ่ายไฟให้อุปกรณ์อื่นได้ที่ 7.5 วัตต์ ชาร์จได้ทั้ง Android และ iPhone เลยครับ และสามารถใช้งานได้ แม้จะใส่เคสอยู่ ลองเอา Xiaomi Mi Mix 3 กับ iPhone 8 Plus มาลองแล้ว โอเค แต่จะใช้งานต้องไปเปิดใน Settings > Battery แล้วไปเปิด Wireless Reverse Charging ครับ

Smart Magnetic Keyboard แปลงแท็บเล็ตเป็นโน้ตบุ๊กย่อมๆ

ทาง Huawei Thailand ส่งตัวเคสคีย์บอร์ดที่เรียกว่า Smart Magnetic Keyboard มาให้ด้วยครับ เลยถือโอกาสลองใช้ด้วย เพราะผมมองว่าซื้อแท็บเล็ตระดับโปรแบบนี้มาแล้ว มันต้องคิดเผื่อใช้แทนโน้ตบุ๊กในระดับนึงไปด้วย เพราะน้ำหนักตัวเครื่อง 492 กรัม บวกน้ำหนักคีย์บอร์ดอีก 263 กรัม รวมแล้วคือ 755 กรัม ถือว่าเบากว่าพกโน้ตบุ๊กส่วนใหญ่มาก

Smart Magnetic Keyboard สำหรับ Huawei MatePad Pro 5G

โดยส่วนตัว ค่อนข้างประทับใจกับการออกแบบ Smart Magnetic Keyboard ครับ บางเบาน่าดูเลย แล้วผมก็แปลใจว่า ไม่มีตัวขั้วทองเหลืองเป็น Connector แล้วมันจะเชื่อมต่อกับตัวแท็บเล็ตยังไง ก็บางอ้อว่ามันใช้บลูทูธครับ อ้าว แล้วไม่มีพอร์ตสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ มันจะเอาแบตเตอรี่มาจากไหนล่ะ คำตอบก็คือ มันชาร์จแบบไร้สายครับ คือ พอเอา Huawei MatePad Pro 5G นี่ไปแปะติดกับฝาหลังของเคส ซึ่งติดกันด้วยแรงแม่เหล็กเหนียวแน่นดีในระดับนึง พอเอามาตั้งกับคีย์บอร์ดพร้อมพิมพ์ปุ๊บ บลูทูธจะเชื่อมต่อทันที พร้อมใช้เลย แล้วพอเราแกะออกจากฐานคีย์บอร์ดปุ๊บ การเชื่อมต่อก็โดนตัดออกโดยอัตโนมัติ

Huawei MatePad Pro 5G ขณะใช้ Smart Magnetic Keyboard โดยปิดหน้าจออยู่

เพราะฉะนั้นพอพับคีย์บอร์ดไปด้านหลังแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงว่ามือจะเผลอไปกดปุ่มเป็นแมวพิมพ์ และเพราะมันมีแม่เหล็กติดอยู่ พอพับไปประกบกับฝาหลังปุ๊บ มันก็ดูดติดตึ๊บเลย ทำให้เวลาถือจับ มันรู้สึกดีกว่าพวกสมาร์ทคีย์บอร์ดแบบทั่วๆ ไป ที่พอเหลือปล่อยมือนิดหน่อย ฝาปิดมันก็กางออกมาเกะกะ

ถึงเวลาใช้งาน ผมพบว่าการตั้งค่าให้ใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษพร้อมกัน ต้องมีความเข้าใจเรื่องการตั้งค่า Physical keyboard บน Android หน่อย คือ ต้องไปที่ Settings > System & Updates > Language & input > More input settings > Physical keyboard > HUAWEI MatePad Keyboard แล้วเลือก Keyboard layouts ที่เราต้องการ สำหรับคนไทยคงต้องเป็น Thai กับ English (US), International style ครับ จากนั้นเวลาสลับภาษา กด Ctrl + Space ครับ ผมก็แปลกใจว่า แล้วไอ้ปุ่มลูกโลก (ที่เป็นสัญลักษณ์ของภาษา) เนี่ย ไม่รู้มีไว้ทำไม และถ้าจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็ต้องไปจำๆ Keyboard shortcut ไว้ซะหน่อยนะครับ

หน้าจอโปรแกรม Microsoft Word บน Android แสดงการพิมพ์ข้อความทดสอบเป็นภาษาไทยและอังกฤษ

พอมีคีย์บอร์ดแล้ว การเอา Huawei MatePad Pro 5G มาใช้พิมพ์ตอบอีเมล หรือพิมพ์เอกสาร ด้วยโปรแกรม Microsoft Outlook และ Microsoft Office นี่สะดวกขึ้นเยอะมาก ก็คล้ายๆ กับโน้ตบุ๊กตัวเบาๆ เลยแหละ ยิ่งตอนนี้ Microsoft ทำฟีเจอร์ของ Microsoft 365 มาดีมาก คือ ถ้า Microsoft Office ที่เราใช้อยู่มีฟ้อนต์อะไรอยู่บ้าง มันก็จะโผล่มาให้เลือกบน Microsoft Office บนแท็บเล็ตด้วยเลย แค่ต้องดาวน์โหลดมาเท่านั้นเอง

Huawei MatePad Pro 5G พร้อม Smart Magnetic Keyboard

แต่ที่ขัดใจผมตอนพิมพ์คือ ด้วยข้อจำกัดด้านขนาดของคีย์บอร์ด แป้นตัวอักษร ข ช บ ล ฃ เลยถูกทำออกมาเล็กกระปิ๋วเกินไป พิมพ์ไม่ถนัดเท่าไหร่ เวลาที่จะต้องไปกดพวกตัวอักษรเหล่านี้ ต้องทำความคุ้นเคยอีกพอสมควร โดยเฉพาะคนที่ใช้งานโน้ตบุ๊กแป้นพิมพ์แบบเต็มๆ แบบผม และตัวแป้นพิมพ์มันก็ดันไม่มี TouchPad ให้ด้วย ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกับคอมพิวเตอร์ เช่น การลากรูปจากโปรแกรมนึงมาวางอีกโปรแกรม หรือการลากไฟล์ไปวางที่อื่น แต่การมี TouchPad จะช่วยให้เราคลิกแล้วลากเพื่อจะ Cut หรือ Copy ข้อความต่างๆ ได้แม่นยำและสะดวกขึ้นมาก พอไม่มีแล้วก็เลยทำให้มันยังรู้สึกไม่เป็นโน้ตบุ๊กเท่าไหร่ แต่ก็เข้าใจเขานะ คือ มันไม่มีพื้นที่จริงๆ

ด้านข้างของ Huawei MatePad Pro 5G ขณะใช้ Smart Magnetic Keyboard

ตัวคีย์บอร์ด เนื่องจากวัสดุที่ใช้คือพลาสติก PU มันเลยแข็งแรงดี เอามาวางบนตักใช้พิมพ์งาน ก็สามารถทำได้อยู่ การกางของหน้าจอทำได้แค่สองระดับ คือ 90 องศา ที่ผมแทบจะนึกไม่ออกว่าจะมีประโยชน์อะไร กับราวๆ เกือบๆ 110 องศา (กะด้วยสายตานะ) ที่ยังพอใช้งานในสไตล์ของโน้ตบุ๊กได้ และเวลาวางใช้งานบนตักก็ใช้มุมนี้ทำงานได้อยู่

ด้วยความที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นระบบเปิดก็เลยสามารถเอา USB-C hub แบบ 5-in-1 ไร้ยี่ห้อ อันนึง 3-4 ร้อยบาท มาเสียบ แล้วผมก็เอา Wireless mouse Microsoft ตัวเก่งของผมมาลองเสียบ ก็ได้เมาส์มาใช้งานบน Huawei MatePad Pro 5G ตัวนี้จนได้ เออ ค่อยใช้งานสะดวกขึ้นมาหน่อย มีพอร์ต USB-A มาให้ใช้เสียบพวกแฟลชไดร์ฟ หรือฮาร์ดดิสก์ใช้งานได้ด้วย แต่เสียดายที่ตัว Card reader เหมือนจะใช้ไม่ได้ครับเสียบไปไม่เจอ

M-Pencil ขีดๆ เขียนๆ ใช้และพกสะดวก

การทำงานร่วมกันระหว่างตัว Huawei MatePad Pro 5G กับ M-Pencil ราบรื่นกว่า Huawei MatePad 10.4 เยอะ เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมอะไรมาช่วยเชื่อมต่อ แค่เอา M-Pencil ไปแปะไว้ตรงด้านขวาของตัวเครื่อง มันจะมีแม่เหล็กดูดติดตึ๊บ แล้วเดี๋ยวมันเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธให้เองเลย และมันก็ทำหน้าที่ชาร์จไปในตัวได้ด้วย

ภาพเคลื่อนไหว แสดงให้เห็นถึงการลากเส้นขนาดต่างๆ ตามแรงกดของ M-Pencil

ตามสเปกแล้ว M-Pencil จะสามารถตรวจจับแรงกดได้ 4,096 ระดับ แต่ในความเป็นจริง ก็อยู่ที่การออกแบบซอฟต์แวร์ด้วยว่า แรงกดที่ระดับแตกต่างกันนั้นจะนำไปสู่เส้นที่มีขนาดแตกต่างกันด้วยหรือเปล่าเวลาเขียน เช่น ถ้าเราไปใช้ในแอป Notepad ของ Huawei เอง มันก็จะลากเส้นหนักเบาได้ประมาณนึง เท่าที่ผมสังเกตก็คือ 3-4 ระดับใหญ่ๆ การตอบสนองของการลากกเส้น M-Pencil ก็ถือว่าทำได้ดีประมาณนึง เส้นยังไม่ถึงกับติดปลายปากกามาก มันไม่ได้มีฟีเจอร์แบบ เอียงๆ หัวปากกาแล้วทำเป็นแรเงาได้เหมือน Apple Pencil

ภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นถึงปัญหาเรื่อง Latency ของ M-Pencil ที่เส้นมาตามปากกาที่ลากไม่ทัน บนแอป MediBang

บางแอปต้องไปเปิดให้มันเอาเรื่องแรงกดของหัวปากกามาใช้กับเรื่องการลากเส้นก่อนด้วยนะ รวมถึงเรื่องของ Palm rejection หรือ การตรวจจับอุ้งมือ เวลาเราวาดจะได้วางมือบนหน้าจอได้ โดยตัวแอปไม่มองว่าเป็นการวาด เช่น MediBang เป็นต้น แต่ผมตั้งข้อสังเกตว่าแอป MediBang เนี่ย Latency ของ M-Pencil เยอะกว่าใช้แอป Notepad ของ Huawei เยอะมาก

ลองวาดรูปด้วยแอป Notepad ของ Huawei MatePad Pro 5G

แต่ในภาพรวม ตัวแอป Notepad ของ Huawei MatePad Pro 5G นี่ถือว่าทำออกมาดีนะ เครื่องมือในการขีดๆ เขียนค่อนข้างพร้อม เหมาะสำหรับเอาไว้จดโน้ต สเก็ตช์รูป อะไรพวกนี้มาก คือ ไม่ถึงกับมีความสามารถครเบครื่อง แต่พวกเบสิกๆ นี่พร้อมอยู่ แค่แอบเสียดายที่ตัว M-Pencil มันทำแรเงาไม่ได้

กล้องดิจิทัลของ Huawei MatePad Pro 5G

กล้องดิจิทัลด้านหน้าของ Huawei MatePad Pro 5G ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f2.0 ให้คุณภาพพอประมาณ นอกจากจะเอามาใช้ในการปลดล็อกหน้าจอด้วยการสแกนใบหน้าแล้ว ผมว่าเหมาะเอามาใช้ทำพวก Video conference ได้สบายอยู่ครับ

ส่วนกล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f1.8 ถือว่าสเปกดีกว่าของ Huawei MatePad 10.4 อยู่พอสมควรเลย ถ้าจำเป็นต้องเอามาใช้ถ่ายรูป ผลที่ได้น่าจะออกมาดีประมาณนึง แต่เสียดายที่มันเป็นแท็บเล็ต ผมเลยไม่สะดวกเอามันไปถ่ายรูปนอกบ้าน ก็เลยขอถ่ายเอารูปใกล้ๆ ตัวแทนนะครับ

ตัวหน่วยประมวลผลมันมี NPU (Neural-network Processing Unit) เอาไว้ประมวลผลด้าน AI โดยเฉพาะ กล้องก็รองรับ AI ในการตรวจจับภาพว่าเป็นอะไร แล้วเลือกการปรับแต่งค่าที่เหมาะสมได้ กล้อง 13 ล้านพิกเซล f1.8 ก็คุณภาพดีอยู่ อาจไม่ดีเท่าพวกสมาร์ทโฟนของ Huawei ที่เน้นเรื่องกล้องมากๆ แต่ถ้าจำเป็นต้องหยิบมาถ่าย กะได้รูปดีๆ ประมาณนึง ถ้าจัดองค์ประกอบของภาพให้ดี แสงสว่างกำลังเหมาะ ภาพก็ออกมาโอเคได้อยู่

บทสรุปการรีวิว Huawei MatePad Pro 5G

เช่นเคย ถ้าคุณไม่ได้ผูกติดกับ Google Mobile Services มาก พวก 3rd party App Store อย่าง APKPure ก็มีแอปมากพอที่จะตอบโจทย์การใช้งานอยู่ อย่างเช่น ผมอยากจดโน้ต วาดรูป ใช้งานเช็กอีเมลและทำงานเอกสารผ่าน Outlook และ Microsoft 365 ก็สามารถทำได้ ไม่ติดอะไร

M-Pencil นี่อาจจะไม่สำคัญมาก หากคุณไม่เน้นขีดๆ เขียนๆ แต่ Smart Magnetic Keyboard นี่แนะนำเลยว่าควรจัดมาคู่กัน แต่ผมว่าไม่ต้องซื้อระดับ 5G หรอก เอาแค่ Huawei MatePad Pro LTE ก็พอแล้ว ราคารวมๆ แล้วยังซักสองหมื่นกลางๆ แต่ถ้าจัดรุ่น 5G ละก็ พอคิดเงินรวมๆ แล้ว อาจจะซื้อโน้ตบุ๊กแบบเบาๆ ที่น้ำหนักอาจจะหนักกว่านิดหน่อยได้เลยเช่นกัน มันทำให้น่าคิด

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.