Home>>บ่นเรื่อยเปื่อย>>Samsung Galaxy Z Fold 2 ยังไม่ได้แตะ แค่อยากออกความเห็นจากเท่าที่ได้เห็นเขารีวิว
บ่นเรื่อยเปื่อย

Samsung Galaxy Z Fold 2 ยังไม่ได้แตะ แค่อยากออกความเห็นจากเท่าที่ได้เห็นเขารีวิว

Samsung เขาเปิดตัว Galaxy Z Fold 2 ไปพักนึงแล้ว ในประเทศไทยเองก็มีการเอามาเปิดตัวและพรีออร์เดอร์กันไปแล้ว บล็อกเกอร์เมืองไทยก็ได้มาพรีวิว รีวิวกันแล้ว คงจะมีบล็อกรีวิวกันออกมาเร็วๆ นี้ ส่วนผมบล็อกเกอร์สมัครเล่น จะขอแสดงความเห็นเท่าที่ได้จากการดูชาวบ้านเขารีวิวก็แล้วกัน

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

เพราะห่างหายจากวงการบล็อกเกอร์มานาน ไม่ได้มีใครส่ง Samsung Galaxy Z Fold 2 มาให้รีวิวนะครับ ความเห็นที่ผมเขียนลงในบล็อกตอนนี้ มาจากที่ได้อ่านจากเว็บ และดูรีวิวจาก YouTube กันว่ามันมีฟีเจอร์เด่นๆ อะไรบ้าง และผมรู้สึกยังไงกับฟีเจอร์พวกนี้

Samsung Galaxy Z Fold 2 คือ มือถือจอพับจาก Samsung ที่ทำเสร็จซะที

Samsung เขาเปิดตัว Samsung Galaxy Fold ไปเมื่อต้นปีก่อน แล้วก็มีปัญหากับเรื่องหน้าจอ จนต้องเอามาปล่อยของอีกรอบตอนปลายปี แต่ก็ยังมีจุดให้ติอยู่อีกเยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าจอพลาสติกที่เสียหายง่าย จอที่พับได้ไม่ค่อยสนิท หน้าจอด้านนอกที่เล็กเกินไปจนใช้งานทั่วไปลำบาก ฯลฯ

(ซ้าย) Samsung Galaxy Z Fold 2 สีบรอนซ์ (ขวา) Samsung Galaxy Fold สีเงิน
ภาพจาก Sammobile.com

Samsung Galaxy Z Fold 2 งวดนี้ได้มีการปรับแก้หลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของหน้าจอที่พับได้ค่อนข้างสนิทมากขึ้น แต่ไม่ได้สนิทแบบเรียบสนิทนะ เพราะยังไงซะ การพับอะไรแบบนี้ ตรงจุดพับมันต้องทำมุมองศานิดหน่อย ถ้าพับแบบแนบสนิทเลย ถ้ามันไม่แตกหัก มันก็จะเกิดรอยยับถาวรอะ ไม่เชื่อลองไปพับกระดาษดูได้

หน้าจอแสดงผล เปลี่ยนจากพลาสติกมาเป็นกระจกแบบบางพิเศษ (Ultra thin) แล้ว ให้ความรู้สึกถึงความแข็งแรง ทนทานต่อรอยมากขึ้น (กระจกยังไงก็เกิดรอยยากกว่าพลาสติก) แต่ผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว ผู้ใช้สมาร์ทโฟนย่อมรู้ดีกว่าไม่ว่ากระจกมันจะแข็งขนาดไหน มันก็ยังเป็นรอยได้อยู่ดีแหละ และ Samsung เขาก็ติดฟิล์มกันรอยมาให้แล้ว แต่ถ้าเกิดฟิล์มเป็นรอยล่ะ จะเปลี่ยนยังไง? ตอนนี้ยังไม่มีใครให้คำตอบ

Samsung Galaxy Fold รุ่นแรก

หน้าจอแสดงผล จากเดิม 4.6 นิ้ว ที่ผมบอกทุกครั้งว่า โคตรเล็ก ใช้งานจริงไม่สะดวก และบอกเลยนะ ในฐานะคนที่ซื้อสมาร์ทโฟนอย่าง ZTE Axon M ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนจอพับแบบสองจอ ที่ก็สามารถกางจอออกมาเป็นจอใหญ่ได้ ผมบอกเลยว่า เวลาใช้งานจริงของคนทั่วไป ส่วนใหญ่ก็จะใช้งานจอด้านนอกนี่แหละ มันต้องตอนที่แบบมีที่นั่งที่นอนดีๆ แล้ว ถึงจะได้กางจอออกมาใช้งาน

Samsung Galaxy Z Fold 2

ใน Samsung Galaxy Z Fold 2 เขาเปลี่ยนมาใช้เป็นหน้าจอข้างนอก 6.2 นิ้วแทน เต็มพื้นที่มากขึ้น ทำให้เวลาใช้งานจริงๆ ตอนยังไม่ได้กางหน้าจอออกมา ไม่ต้องหงุดหงิดอีกต่อไป ส่วนจอด้านใน ก็ขยายจาก 7.3 นิ้วมาเป็น 7.6 นิ้ว ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย และกล้องด้านใน ถูกเปลี่ยนจากแถบแหว่งๆ ใหญ่ๆ น่ารำคาญ มาเป็น Infinity-O กล้องแบบเจาะรูบนหน้าจอแทน ซึ่งแรกๆ อาจจะดูน่ารำคาญไปบ้าง แต่ใช้ๆ ไป จะชิน ไม่รู้สึกขวางหูขวางตาเท่าไหร่ เพราะรูไม่ได้ใหญ่มาก

ในภาพรวมแล้ว การดีไซน์ของ Samsung Galaxy Z Fold 2 นี่ถือว่าเป็นจอพับรุ่นแรกที่สมบูรณ์ที่สุด ในแบบที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Samsung Galaxy Fold รุ่นแรกที่ออกมาเมื่อปีก่อน เป็นแค่ตัว Prototype ที่ทำมาทดสอบ เพื่อหาจุดที่จะเป็นปัญหาของสมาร์ทโฟนจอพับไปเลยแหละ

การใช้งานจอเล็ก-จอใหญ่ แล้วแต่คนจริงๆ

แน่นอนว่าจุดขายของ Samsung Galaxy Z Fold 2 ก็คือการใช้งานที่สามารถกางหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งรวมไปถึงการที่ใช้ๆ งานจอเล็กด้านนอกอยู่ดีๆ แล้วอยากกางหน้าจอออกใช้จอใหญ่ มันก็จะต้องทำงานต่อได้เลย ลื่นๆ ซึ่งตรงนี้ก็คือสิ่งที่ Samsung ชูเป็นจุดขายอันนึง หลายคนอาจจะว้าว แต่พอดีผมใช้ ZTE Axon M จอพับได้มาก่อนไง (Android 8.1) มันก็ทำได้เหมือนกัน คือ มันเป็นอะไรที่ระบบปฏิบัติการ Android มันทำได้มาก่อนแล้วอ่ะ

ภาพเคลื่อนไหวแสดงการใช้งานแบบต่อเนื่อง จากหน้าจอเล็กไปเป็นหน้าจอใหญ่ตอนกางหน้าจอออก

แต่ในกรณีของ ZTE Axon M นั้น ก็อยู่ที่ว่าเราเปิดแอปอะไรอยู่ แล้วกำลังทำอะไรอยู่ เช่น ถ้าผมเปิด YouTube มันอาจจะอยู่ในโหมด Mobile view พอกางออก ก็ได้เป็น Tablet view แทน แต่ถ้ากำลังดูคลิปอยู่ การกางหน้าจอออก หรือปิดหน้าจอเข้า คลิปมันก็จะเล่นต่อไปไม่สะดุด หรือถ้าเปิด Google Maps นำทางอยู่ พอกางจอออก มันก็นำทางต่อได้เลยนะ … แค่ว่าสเปกของ ZTE Axon M มันไม่สูงมาก (ตัวที่ผมซื้อเป็น Snapdragon 821 แรม 6GB ความจุ 128GB) การเปิดหน้าจอที่สองมันก็เสียเวลานิดหน่อย

ภาพหน้าจอการใช้งานแบบ Multitasking บน Samsung Galaxy Z Fold 2
ภาพ The Verge

สำหรับผม การเปิดหน้าจอใหญ่ ไม่ใช่เพื่อเปิดหลายๆ แอปพร้อมๆ กัน ทำงานหลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน เพราะสุดท้าย หน้าจอ 7.6 นิ้วก็ทำอะไรได้ไม่มากเท่าไหร่ เอาจริงๆ นะ ขนาดมี iPad Pro 10.5″ ที่เดี๋ยวนี้ iPadOS ก็ยอมให้เปิดสองแอปพร้อมกันได้แล้ว ผมยังไม่ค่อยได้เปิดสองแอปพร้อมกันเลย ผมมักจะอาศัยประโยชน์จากการที่พอกางหน้าจอแล้ว จะสามารถแสดงผลแอปแบบ Tablet view ได้มากกว่า เช่น แอป Outlook พอกางหน้าจอออกมา เราจะได้เห็น Inbox พร้อมๆ กับ Preview เนื้อหาในจดหมายไปได้พร้อมๆ กัน การเช็กอีเมลก็สะดวกขึ้น เป็นต้น

แต่สำหรับบางคนที่สะดวกกับการทำงานแบบ Multitasking แล้ว การเปิดสามแอปพร้อมกันอาจจะถูกใจเขาก็ได้ ยิ่ง Samsung เขาออกแบบมาให้สามารถลากรูปจากแอปนึงไปอีกแอปได้ ก็ยิ่งสะดวก แต่เสียดายที่มันทำแบบนี้ไม่ได้ทุกแอป (ณ ตอนนี้) อันนี้นานาจิตตังมาก แต่อย่าลืมว่า แม้แอปจะถูกออกแบบมาให้ปรับ UI ให้สอดคล้องกับพื้นที่การแสดงผลแล้วก็ตาม แต่พอมันเล็กจนถึงระดับนึง ความสะดวกในการใช้งาน ประโยชน์ใช้สอยมันก็จะหมดไปนะ

หน้าจอแอป LINE เปิดบน ZTE Axon M จะโดนบังคับเป็น Portrait mode ตลอด
หน้าจอ

อย่างไรก็ดี แอปบน Android สมัยนี้จำนวนไม่น้อยเลย ไม่ค่อยทำเผื่อการใช้งานในแบบแท็บเล็ตเท่าไหร่ ซึ่งผิดกับแอปเดียวกันบน iPad ที่มีโหมดการใช้งานแบบแท็บเล็ตให้อยู่ เช่น LINE บน iPad นี่จะมี UI ที่เหมาะกับแท็บเล็ตเลย แต่เวลาเปิดบน ZTE Axon M แล้ว มันบังคับเป็น Portrait mode สถานเดียว ไม่มี UI สำหรับแท็บเล็ตให้ใช้ อันนี้อาจจะเป็นเพราะว่า iPad ยังคงขายดีอยู่ ในขณะที่คนทำ Android tablet ลดน้อยลงไปมาก ถ้าการมาของสมาร์ทโฟนจอพับ มันราคาถูกลง ซื้อหากันเกลื่อนมากขึ้น แอปก็อาจจะทำออกมารองรับมากขึ้น แต่นั่นมันเรื่องในอนาคต

Flex mode ของ Samsung Galaxy Z Fold 2 จะได้ใช้จริงไหม?

ไปดูที่รีวิวของใครก็ตามแต่ อันนึงที่ต้องพูดถึงคือ Flex mode ของ Samsung Galaxy Z Fold 2 เพราะมันคือฟีเจอร์ที่ได้อานิสงส์มาจากดีไซน์บานพับใหม่ ที่ให้เราสามารถกางหน้าจอทำมุมเป็นองศาได้ ซึ่งเมื่ออยู่ในโหมดนี้ แอปที่ถูกออกแบบมาให้รองรับโหมดนี้ มันก็จะแบ่งตัวแอปเป็นสองส่วน โดยมากคือส่วนแสดงผล และส่วนควบคุม เช่น แอปกล้องของ Samsung เป็นต้น

การถ่ายภาพด้วย Flex mode ของ Samsung Galaxy Z Fold 2
ภาพจาก Samsung

แต่ก็จะมีแอปอีกหลายตัว ที่มีการออกแบบที่เผอิญรองรับหน้าจอแบบพับอยู่แล้ว เช่น YouTube ที่พอพับจอแบบ Flex mode แล้ว ด้านบนก็แสดงผลวิดีโอ ส่วนด้านล่างก็จะแสดงผลข้อมูลประกอบอื่นๆ เช่น คำอธิบาย หรือ คอมเมนต์ และตัวระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เอง ถ้าเราเลือกติดตั้งแอปคีย์บอร์ดอย่าง Gboard หรือตัวอื่นๆ ที่สามารถปรับขนาดของคีย์บอร์ดได้ เราจะสามารถตั้งค่าให้ตัวคีย์บอร์ดกินเนื้อที่ประมาณครึ่งล่างของหน้าจอตอนพับได้เลย อันนี้ผมลองมาแล้วตอนใช้ ZTE Axon M

การที่แบ่งคีย์บอร์ด หรือส่วนของการควบคุมอยู่ด้านล่าง ทำให้ทำอะไรหลายๆ อย่างสะดวกขึ้นจริงๆ แต่ตอนใช้ ZTE Axon M มันจะไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะมันทำแบบ Flex mode นี่ไม่ได้ เนื่องจากองศาการกางมันคนละด้านกับของ Samsung Galaxy Z Fold 2 ผมชอบแนวของ Samsung มากกว่า

ในการถ่ายภาพ Flex mode มีประโยชน์มาก เพราะมันทำให้ Samsung Galaxy Z Fold 2 มันยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ ไม่ต้องพก Tripod ไป การจะถ่ายภาพแบบตั้งเวลา (Timer) หรือการเปิดชัตเตอร์ยาว สะดวกขึ้น

ประสิทธิภาพของกล้องนี่ยังน่ากังขา ลูกเล่นโอเค แต่รุ่นอื่นๆ ก็ทำได้ ถ้า Samsung ไม่กั๊ก

เพราะว่าจากที่ดูหลายๆ รีวิว แต่ละคนวิพากย์วิจารณ์แตกต่างกันออกไป ของเว็บในไทยก็จะชมๆ กล้องของ Samsung Galaxy Z Fold 2 ในขณะที่เว็บต่างประเทศบางแห่ง บอกว่าคุณภาพพอๆ กับ Samsung Galaxy S20 หรืออาจจะด้อยกว่าหน่อย

แต่ในแง่ของสเปกแล้ว กล้องหน้ามันแค่ 10 ล้านพิกเซล f2.2 (ทั้งจอเล็ก และจอใหญ่) ส่วนกล้องหลัง 3 ตัวก็ 12 ล้านพิกเซลล้วน ตัวกล้องมุมกว้าง (Wide) และมุมกว้างพิเศษ (Ultrawide) นั้นดูเผินๆ แล้วสเปกเดียวกับ Samsung Galaxy S20 ส่วนกล้องเทเลโฟโต้ (Telephoto) ซูมได้แค่ 2x เท่านั้น และความละเอียดก็ 12 ล้านพิกเซลด้วย (ของ Samsung Galaxy S20 นี่ 64 ล้านพิกเซล) เว็บเมืองนอกบางแห่งเลยบอกว่า ถ้าจะซื้อเจ้านี่ต้องไม่ใช่เพราะอยากได้กล้องดีๆ ครับ ผมเห็นด้วย ถ้าอยากได้เน้นกล้อง ไปซื้อพวก Samsung Galaxy S20 Ultra ถูกกว่า กล้องดีกว่า

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ Auto framing ที่ตัวกล้องวิดีโอมันจะแพนละซูมภาพโดยอัตโนมัติ เพื่อให้เราได้ภาพที่วัตถุที่เราสนใจจะถ่ายมันอยู่ในเฟรมเสมอ แต่เห็นหลายๆ เว็บทำ ส่วนใหญ่จะเป็นตัวบุคคล และไม่ได้พูดถึงว่าเราจะสามารถกำหนดได้ไหมว่าจะให้ Auto framing ตามวัตถุอะไร คือ ถ้ามันแค่ทำ Auto framing ตามบุคคลอย่างเดียว ตัวเลือกในการใช้งานก็จะน้อยหน่อย แต่ถ้าเรากำหนดวัตถุหรือสิ่งที่เราต้องการจะให้ทำ Auto framing ได้ มันจะทำให้เรามีตัวเลือกในการถ่ายทำวิดีโอมากขึ้นมากเลย … ดูตัวอย่างของการทำ Auto framing ในวิดีโอด้านบนนะครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นฟีเจอร์นี้ ก็เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ที่อาศัยประโยชน์จากเซ็นเซอร์กล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซลที่ถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง 4K ได้ ทำให้มันแพน และซูมได้ในระดับนึง เมื่อเราต้องการถ่ายวิดีโอให้ออกมาความละเอียด Full HD 1080p ส่วนฟีเจอร์อื่นๆ เท่าที่ดูจากที่เขารีวิวกัน มันก็เป็นฟีเจอร์ที่ได้จากซอฟต์แวร์ รุ่นอื่นๆ ก็ทำได้นะถ้าในอนาคต Samsung ไม่กั๊ก ฟีเจอร์พวกนี้ก็ยัดลงไปในรุ่นอื่นๆ ได้ครับ มันต่างกันแค่ Samsung Galaxy Z Fold 2 มันใช้ Flex mode ตั้งถ่ายได้ง่ายๆ ไม่ต้องง้อขาตั้งก็เท่านั้นแหละ

ราคาแพง เพราะเป็นค่า Early adopter

ผมไม่อยากเรียก Samsung Galaxy Z Fold 2 ว่าเป็นรุ่นที่มาก่อนกาล เพราะเราก็เห็นๆ กันอยู่ว่าหลายๆ ยี่ห้อเขาก็ทำกันได้แล้ว เทคโนโลยีในปัจจุบัน มันทำของพวกนี้มาขายเชิงพาณิชย์ได้แล้ว เพียงแต่ต้นทุนยังไม่ได้ถูกมากนัก ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ราคาค่าตัวจะโคตรโหดอยู่ไม่น้อย ในไทยก็ขาย 69,990 บาทอ่ะ แต่ก็อย่างที่เห็น พรีออร์เดอร์แป๊บเดียวหมด ไม่รู้ Samsung เอามาขายกี่เครื่อง 555

แต่นี่คือ ค่า Early adopter ไง ใครอยากได้เล่นของพวกนี้ก่อนก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายกันหน่อย แต่ได้มันไปใช้แล้วมันก็ดูดีกว่าคนอื่นจริงๆ เพราะนี่ผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว อยากบอกว่าไม่เคยเห็นใครใช้ Samsung Galaxy Fold หรือ Huawei Mate Xs กันในที่สาธารณะทั่วไปเลย ฉะนั้น หากเรามี แล้วหยิบมาใช้ แล้วกางออกมานะ โห โคตรเท่ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ผมหยิบ ZTE Axon M ออกมากาง คนก็มองแล้ว (ผมซื้อมา 13,xxx บาทเอง จาก Aliexpress เมื่อปี พ.ศ. 2561) ทว่าต้องทำใจหน่อยนะ เพราะราคาของอะไรพวกเนี้ย มันตกไวมาก โดยเฉพาะถ้าใช้ๆ ไปแล้วมีตำหนิเล็กๆ น้อย เช่น รอยขนแมว หรือ สีลอก (ซึ่งมีแน่นอน ไม่มากก็น้อย) อย่างล่าสุดเห็นขาย Samsung Galaxy Fold รุ่นแรก มือสอง 28,900 บาท (ราคาเปิดตัว 69,990 บาท) ส่วน Huawei Mate X นี่ก็ 58,990 บาท (ราคาเปิดตัว 89,990 บาท)

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.