Home>>รีวิว>>รีวิว Huawei Nova 7 สมาร์ทโฟน 5G กล้องดูดี ราคาหมื่นเจ็ดโดยประมาณ
Huawei Nova 7
รีวิว

รีวิว Huawei Nova 7 สมาร์ทโฟน 5G กล้องดูดี ราคาหมื่นเจ็ดโดยประมาณ

สัปดาห์ก่อน PR ของ Huawei Thailand ส่ง Huawei Nova 7 มาให้ลองเล่นครับ นานๆ จะได้เล่นสเปกที่ค่อนไปทางไฮเอนด์บ้างก็ดีเหมือนกัน ประจวบกับสัปดาห์ก่อน ก็มีแผนไปเที่ยวอยุธยาพอดี ก็ถือโอกาสได้เอากล้องไปลองถ่ายด้วยเลย หลังจากได้ลองเล่นมาเป็นสัปดาห์แล้ว ก็ได้เวลาเอามาเขียนเล่าสู่กันอ่านหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

Huawei Nova 7 ตัวที่รีวิวนี้ เป็น Sample unit ได้รับความเอื้อเฟื้อมาจาก Huawei Thailand ให้เอาไปลองเล่น แล้วมาเล่าประสบการณ์ในการใช้งานให้ได้อ่านกัน ไม่ได้มีใครมากำหนดเนื้อหาใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ดี การรีวิวของผม คงจะเน้นไปที่คุณภาพของกล้องดิจิทัลมากหน่อย เพราะโดยส่วนตัว ผมเลือกซื้อสมาร์ทโฟนโดยพิจารณาจากกล้องเป็นปัจจัยสำคัญด้วย เพราะมันมีประโยชน์มากตอนที่จะเก็บความประทับใจตอนเที่ยวอะ

รู้สึกยังไงบ้างกับดีไซน์ของ Huawei Nova 7?

แม้จะเป็นตัว Sample unit แต่ทาง Huawei ก็ส่งมาให้แบบทั้งกล่องเลยนะ เท่าที่ดูภายในกล่อง ก็มีอุปกรณ์มาให้ คือ ตัวสมาร์ทโฟน Huawei Nova 7, ที่ชาร์จเป็นปลั๊กหัวแบนแบบ US แบบ SuperCharge จ่ายไฟ 5V2A/9V2A/10V4A หรือพูดง่่ายๆ 10 วัตต์/18 วัตต์/40 วัตต์ นั่นแหละ, หูฟังแบบ Ear bud ดีไซน์คล้ายๆ EarPods ของ Apple, เคสซิลิโคนใส และตัวจิ้มถาดซิม ตัวเครื่อง เขามีติดฟิล์มกันรอยมาให้แล้ว เข้าใจว่าอาจจะติดมาให้เลยจากโรงงานละมั้ง (เดานะ)

ด้านหน้าของ Huawei Nova 7

ดีไซน์ด้านหน้า เป็นจอ OLED ขนาด 6.53″ ความละเอียด 1080×2400 พิกเซล (403dpi) แบบที่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ และมีกล้องหน้าแบบเจาะรูบนหน้าจอ ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล f2.0 มาให้ หน้าจอนี่ขอบบางมาก จนต้องเอาลำโพงหูฟังไปไว้บนขอบจอด้านบน

ด้านหลังของHuawei Nova 7

ด้านหลัง เป็นดีไซน์กระจก มีการทำลวดลายคำว่า nova เอาไว้ และทำสีเป็นแบบสะท้อนแสง เหลื่อมๆ ดูสวยเลยแหละ ผมว่าดูดีมีแฟชั่น ตัวกล้องดิจิทัล มีด้วยกัน 4 เลนส์ แบบที่ Huawei เรียก AI Quad Camera และใช้แฟลชแบบ Two-tone

รอบๆ ตัวเครื่อง นอกเหนือจากนี้ก็มีไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงวิดีโอ เซ็นเซอร์อินฟราเรด อยู่ด้านบน ไมโครโฟนสำหรับสนทนาและบันทึกเสียงวิดีโอ ลำโพง ถาดใส่ซิม และพอร์ต USB-C สำหรับชาร์จหรือเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ อยู่ด้านล่าง และด้านขวาของตัวเครื่องก็มีปุ่ม Volume และปุ่ม Power

ในภาพรวม เป็นสมาร์ทโฟนที่ทำออกมาดูดีทีเดียว ผมไม่ชอบแค่กล้องหน้าที่เป็นแบบเจาะรู ก็เท่านั้นแหละ แต่นั่นมันคือความชอบ-ไม่ชอบส่วนบุคคลครับ

และประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป เป็นยังไงบ้าง?

ในแง่ของราคา 16,990 บาท (อ้างอิงราคาของ Banana IT ณ วันที่เขียนบล็อกตอนนี้ คือ 2 สิงหาคม 2563) สเปกที่ได้คือ HiSilicon Kirin 985 หน่วยความจำ 8GB ความจุ 256GB ซึ่งลองทดสอบความโปรแกรมทดสอบความเร็วแล้ว Huawei เลือกใช้ Storage ที่มีความเร็วในการอ่านและเขียนอยู่ที่ 578MB/s กับ 94MB/s ตามลำดับ ดูๆ แล้ว จะเน้นไปที่การอ่านข้อมูลจัง แต่ความเร็วในการเขียนข้อมูลนี่ผมว่าแค่กลางๆ ไม่ช้า ไม่เร็ว เพียงพอต่อการใช้งานพวกถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอ แต่จริงๆ ผมอยากให้เร็วกว่านี้อีกซักหน่อย เพราะเวลาติดตั้งแอปขนาดใหญ่ๆ มันจะช่วยได้มาก แล้วเดี๋ยวนี้แอปมันก็เล็กๆ ซะที่ไหนล่ะ

หน้าจอผลการทดสอบความเร็วในการอ่านและเขียนของ Storage

ในด้านซอฟต์แวร์ Huawei Nova 7 มาพร้อมกับ EMIUI 10.1.1 ที่อยู่บนพื้นฐานของ Android 10 ฉะนั้น ฟีเจอร์พื้นฐานของ Android 10 ที่มี เจ้านี่ก็ใช้ได้หมด แล้ว Huawei ก็ใส่ฟีเจอร์ของตัวเองเข้ามาทับอีกที เช่น เปลี่ยนธีมได้ อะไรพวกนี้

เพื่อทดแทนการขาดหายไปของ Google Mobile Services (GMS) ทาง Huawei ก็มีบริการของ Huawei มาแทน ล็อกอินด้วย Huawei ID แล้วก็ใช้บริการ Cloud ได้ โดยมีเนื้อที่ฟรีให้ 5GB ซึ่งมีโปรโมชันให้ใช้ฟรี 15GB ปีแรก จากนั้นก็จะคิด 420 บาทต่อปี แต่จะให้เนื้อที่ 50GB แทน ซึ่งก็ถือว่าราคาพอๆ กับของ Google นะ เพียงแต่ Google เขาให้ต่ำสุด 100GB ที่ 840 บาทต่อปี

การขาดหายไปของ Google Play Store ส่งผลให้จำนวนแอปที่มีให้เลือกลดน้อยลงไปมาก แม้ว่า Huawei จะดีลกับทางนักพัฒนาในไทย และในหลายๆ ประเทศ ทำให้แอปหลายๆ ตัวที่คนไทยใช้บ่อย เช่น LINE, Tinder, TikTok หรือพวกแอปธนาคารต่างๆ แอปช้อปปิ้ง มีให้ดาวน์โหลดบน Huawei AppGallery แล้ว แต่แอปอย่าง Twitter หรือ Facebook หรืออะไรก็ตามที่เป็นสัญชาติอเมริกันนี่หมดสิทธิ อยากได้ก็ต้องไปหาวิธีลง Google Play Store เอา หรือไม่ก็ไปใช้พวก 3rd party เช่น Amazon App Store หรือ APKPure หรือดาวน์โหลดไฟล์ apk มาลงเองอะไรพวกนี้ ซึ่งก็ต้องแบกรับความเสี่ยงจากมัลแวร์กันเอาเอง หากเลือกติดตั้งจาก 3rd party ที่ไม่น่าไว้วางใจ

อีกทางเลือกนึงคือ แทนที่จะลงเป็นแอป ก็ใช้บริการผ่านหน้าเว็บเอา เช่น พวก Twitter กับ Facebook เนี่ย ถ้าเราไปค้นหาจาก AppGallery แล้ว เราจะได้ปุ่ม Add แทนปุ่ม Install คือ มันจะเพิ่มไอคอนสำหรับเปิดหน้าเว็บโดยตรงมาบน Home screen แทน

ด้วยความที่แสดงผลเต็มหน้าจอ แล้วขอบจอแสดงผลมันโค้ง ปุ่มริมซ้ายและขวาเลยหายไปนิดหน่อย

ถ้าเราทำความเคยชินกับสิ่งที่หายไปจาก Google Mobile Services และเข้าใจว่าอะไรจาก Huawei ที่เข้ามาชดเชยได้ การพิมพ์ไทย แม้จะไม่มีแป้น Gboard ที่ผมถนัด แต่ Huawei เขาก็ให้ Microsoft Swiftkey มาแทนที่ ซึ่งก็ถือว่าโอเคนะ ไม่แย่ ตะหงิดๆ ใจตรงแค่ที่แป้นพิมพ์ ที่ตรงขอบจอด้านล่างซ้ายและขวามันเป็นแบบโค้งมน ทำให้พื้นที่ปุ่มตรงมุมด้านล่างของหน้าจอมันหายไปนิดหน่อย แล้วทีนี้ปุ่มมันเล็กเลยทำให้กดลำบาก จริงๆ พวกสมาร์ทโฟนแบบที่มีจอแสดงผลเต็มพื้นที่แบบนี้ ก็มีอาการแบบนี้เหมือนกันหมดแหละ แต่ Gboard มันออกแบบปุ่มตรงมุมให้ใหญ่ กดสะดวกกว่า ผมเลยชอบมากกว่า … แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าอยากติดตั้ง Gboard จริงๆ มันก็มีวิธี

หน้าจอแอป HERE MAPS ที่ไม่สามารถเปิดใช้งานโหมดนำทางได้

ในส่วนของการนำทางด้วยแผนที่นำทางด้วย GPS แน่นอน ไม่มี Google Maps ให้ใช้ และการจะนำทางด้วยการเปิด Google Maps จากเว็บก็ไม่สามารถทำได้ แม้แต่จะลงแอปผ่าน 3rd party แล้ว ก็ไม่สามารถนำทางได้ครับ เพราะมันต้องล็อกอินด้วย Google account ซึ่งไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีปกติ บน Huawei Nova 7 ผมลองเปลี่ยนไปใช้ HERE MAPS ที่มีให้ดาวน์โหลดบน AppGallery แทน มันก็นำทางไม่ได้ แม้ว่าผมจะสร้างบัญชีแล้วล็อกอินแล้วก็ตาม พูดง่ายๆ การเอาสมาร์ทโฟนของ Huawei มาใช้เป็น GPS Navigator นี่ยังเป็นงานยากอยู่ครับ และผมว่า Huawei ควรจะพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บ ดูวิดีโอ หรืออะไรต่อมิอะไรนั้น Huawei Nova 7 ทำได้ไม่แพ้พวก Android smartphone ที่มี Google Mobile Services ซักเท่าไหร่ แค่ว่าอาจจะต้องพยายามหาแอปจาก 3rd party store ครับ ส่วนพวกเกมดังๆ ในประเทศไทย หลายๆ เกมก็มีให้ดาวน์โหลดไปเล่น แต่บางเกมก็ไม่มีให้เล่นเช่นกัน ใครเน้นเล่นเกม อาจต้องมองข้าม Huawei Nova 7 ไปก่อน

ในแง่ของการรองรับการเชื่อมต่อ เจ้านี่พร้อมแล้วสำหรับ 5G ในประเทศไทย สำหรับบางคนอาจจะเป็นจุดขายที่ดี เพราะเขาอยากได้ลองของใหม่ เร็วปรี๊ด แต่สำหรับผม บอกตรงๆ 5G ยังไม่มีประโยชน์อะไรมากในตอนนี้ เพราะความครอบคลุมยังไม่เท่าไหร่ ฉะนั้น ผมเลยไม่ได้มองว่าการมี 5G จะเป็นจุดขายที่ดีมากมายอะไร

แล้วกล้องดิจิทัลล่ะเป็นยังไงบ้าง?

สมาร์ทโฟนจากค่าย Huawei โดยเฉพาะพวกที่ราคาอยู่ในรุ่นกลางๆ ไปจนถึงรุ่นไฮเอนด์ ต้องยอมรับว่ามีกล้องดิจิทัลที่มีคุณภาพดีเลยแหละ แล้ว Huawei Nova 7 นี่เขาก็ให้กล้องมา 4 เลนส์เลย ครบช่วงเอาเรื่อง ทั้งเลนส์มุมกว้างปกติ 64 ล้านพิกเซล f1.8 เลนส์มุมกว้างพิเศษความละเอียด 8 ล้านพิกเซล f2.4 เลนส์เทเลโฟโต้แบบ 3x f2.4 และเลนส์มาโคร 2 ล้านพิกเซล f2.4 ผมว่าครบเครื่องมาก

ลำดับของเลนส์ก็คือ จากบนลงล่าง เลนส์มุมกว้างพิเศษ เลนส์มุมกว้างปกติ เลนส์มาโคร และ เลนส์เทเลโฟโต้ 3x ตามลำดับ

กล้อง AI Quad Camera ของ Huawei Nova 7

ผมเคยพูดถึงความสำคัญของการมีเลนส์มุมกว้างพิเศษไว้หลายปีแล้ว ตั้งแต่ได้ลองใช้ LG G6 จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ดูเหมือนทุกแบรนด์จะตระหนักถึงความสำคัญของการมีเลนส์ครบทุกช่วง เพื่อประสบการณ์ที่ดีในการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนแล้วล่ะ ลองดูภาพด้านล่างนี้ได้ครับ ถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้างปกติ เทียบกับเลนส์มุมกว้างพิเศษ จะเห็นได้ว่าในการถ่ายภาพบางอย่าง ถ้าได้เลนส์มุมกว้างพิเศษ มันจะทำให้ภาพออกมาดูโดดเด่นใช่ย่อยนะ

น่าเสียดายแค่ว่า พอเปลี่ยนมาใช้เลนส์มุมกว้างพิเศษแล้ว White balance ของภาพมันเพี้ยนไปพอสมควร สังเกตได้จากท้องฟ้าที่สีมันดูหม่นขึ้น ทั้งๆ ที่ตอนถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้างปกติมันได้ท้องฟ้าสีฟ้าสวยเลย และความละเอียดของเซ็นเซอร์ของเลนส์มุมกว้างพิเศษ มันแค่ 8 ล้านพิกเซลเท่านั้น แต่ข้อดีที่ผมเห็นคือ ซอฟต์แวร์มันช่วยแก้เรื่อง Lens distortion ได้ค่อนข้างโอเคอยู่

ในส่วนของเลนส์เทเลโฟโต้ มันทำให้เจ้านี่ถ่ายภาพที่ระยะ 1x – 3x ได้เนียนๆ เพราะเป็น Optical zoom แต่พอไปถึง 5x ขึ้นไปยัน 20x ภาพก็จะสูญเสียรายละเอียดไปพอสมควร เพราะมันเข้าสู่การเป็น Digital zoom เสริมเข้ามา และด้วยเซ็นเซอร์ความละเอียดแค่ 8 ล้านพิกเซล ก็เลยให้ข้อมูลมาช่วยในเรื่อง Hybrid zoom ได้ไม่มากเท่าไหร่นะผมว่า

ผมลองเอาไปถ่ายเยอะเลยครับ ทั้งไปเดินชมสตรีตอาร์ตที่เจริญกรุง เอาไปกินข้าวที่ร้านอาหาร เอาไปเที่ยวจังหวัดอยุธยา ลองถ่ายภาพมาหลายๆ แบบ ก็บอกได้เลยว่าประทับใจในคุณภาพของภาพที่ถ่ายได้ โดยเฉพาะถ้าถ่ายด้วยเลนส์มุมกว้างปกติ ที่มีเซ็นเซอร์ 64 ล้านพิกเซล คือ มันได้ข้อมูลของภาพมาเยอะ พอเอามาประมวลผลให้ความละเอียดเหลือ 16 ล้านพิเซล คุณภาพของภาพมันก็ไม่แปลกที่จะดูดี ข้อจำกัดที่ผมคิดว่าน่ารำคาญนิดหน่อยก็น่าจะเป็นเรื่องสัดส่วนของภาพถ่าย ที่เลือกได้แค่ 4:3, 1:1 และ Full screen ซึ่งก็คือ 20:9 ผมละอยากได้ 3:2 และ 16:9 อีกซักสองอันก็ไม่ได้ ส่วนใครอยากจะถ่ายความละเอียด 64 ล้านพิกเซล ไปเปิดโหมด High Res ถ่ายได้ครับ มันจะซูมอะไรไม่ได้เลย ต้องใช้เลนส์มุมกว้างปกติเท่านั้น ส่วนใครอยากถ่ายระยะใกล้มาก ก็ใช้โหมด Super macro ถ่ายได้ แต่ความละเอียดของภาพก็คือ 2 ล้านพิกเซล นะ เพราะมันใช้เลนส์มาโครถ่าย แล้วเซ็นเซอร์มันก็มีความละเอียดแค่นี้แหละ

การถ่ายวิดีโอ สามารถทำได้สูงสุดคือ 4K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที และมีจุดขายอีกจุดคือถ่ายแบบ Dual view ที่จะถ่ายวิดีโอกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมๆ กัน หรือถ่ายเลนส์มุมกว้างพิเศษ และเลนส์มุมกว้างปกติพร้อมๆ กันได้ โดยแสดงผลแบบแบ่งครึ่งหน้าจอ และเวลาถ่ายแบบปกติ มันก็มีความได้เปรียบตรงที่มีเลนส์ครบช่วง คือ สามารถเลื่อนการซูมได้จาก มุมกว้างพิเศษ ไปเรื่อยๆ ยัน 10x เลย โดยถ้ายังซูมอยู่ในช่วงมุมกว้างพิเศษไปจนถึง 3x คุณภาพของภาพจะได้ค่อนข้างดีเลย เพราะเป็น Optical zoom

บทสรุปการรีวิว Huawei Nova 7

เป็นสมาร์ทโฟนที่ประสิทธิภาพดี ซอฟต์แวร์ทำมาได้ดี โดยเฉพาะเรื่องของกล้องดิจิทัล ที่ไม่เสียชื่อของ Huawei เลย ราคา 16,990 บาทนี่ไม่น่าแปลกอะไร นี่พูดในฐานะที่ใช้ Xiaomi Mi Mix 3 ซึ่งเป็นเรือธงลำนึงของ Xiaomi ที่ออกมาได้เกือบสองปีแล้ว ราคาพอๆ กันเนี่ย แต่เห็นพัฒนาการทั้งในแง่ของสเปก และกล้องดิจิทัลเลย ผมว่ามันเป็นสมาร์ทโฟนในคลาสเดียวกัน แค่ออกมากันคนละปี

แต่ปัญหาของ Huawei ก็ยังคงอยู่ที่การไม่มี Google Mobile Services อยู่ดี ซึ่งสำหรับคนที่พอมีพื้นฐาน ที่สามารถหาแอปจาก 3rd party store ที่ไว้วางใจได้ มาใช้ และไม่ได้ง้อ Google Maps มาก มันก็ยังไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ แต่คนที่พึ่งพา Google Mobile Services เยอะมากๆ แบบผม แอบลำบากอยู่เหมือนกันนะ ถ้าจะใช้ Huawei Nova 7 (และสมาร์ทโฟนอื่นๆ ของ Huawei) เป็นเครื่องหลักไปเลย

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.