Home>>บ่นเรื่อยเปื่อย>>สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กับชีวิตในยุควิถีใหม่ (New normal) ของผม
บ่นเรื่อยเปื่อย

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กับชีวิตในยุควิถีใหม่ (New normal) ของผม

เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดีขึ้นตามลำดับ เราๆ ท่านๆ ก็ก้าวเข้าสู่การใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ หรือที่ฝรั่งเรียก New normal กัน ตัวผมเอง ตอนนี้เริ่มกลับไปทำงานที่ออฟฟิศบ้างแล้ว แต่ยังจำกัดอยู่ที่สัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษาระยะห่างทางกายภาพ และเดือนกรกฎาคม ก็แว่วๆ ว่า อาจจะเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 3 วัน มั้ง หลายๆ คนถ้าไม่ใช่เริ่มกลับไปทำงานสลับกับ Work from Home แบบผม ก็อาจจะกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ 100% แล้ว การเดินทางจากบ้านไปออฟฟิศของแต่ละคนก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามแต่มาตรการที่ถูกหยิบมาใช้ … แล้วสำหรับคนใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าล่ะ?

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

ภาพประกอบจากบล็อกตอนนี้ เป็นภาพเก่าที่เคยถ่ายเก็บๆ เอาไว้นะครับ เพราะปัจจุบันยังไม่ได้มีโอกาสถ่ายภาพล็อตใหม่ๆ เลย (ฮา)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เข้ามามากมาย แต่สิ่งนึงที่ผมสังเกตได้ก็คือ วิถีชีวิตของการเดินทางด้วยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไป-กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงาน แทบจะไม่แตกต่างไปจากเดิมเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง เพราะปกติ รถจะติดหรือไม่ติด ก็ไม่ทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเสียเวลาในการเดินทางไปซักเท่าไหร่ ระยะทางราวๆ 18 กิโลเมตร ผมใช้เวลาประมาณ 45-50 นาที ทุกครั้งอยู่แล้ว

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า Ninebot Kickscooter MAX จอดอยู่ตรงกลางสะพานข้ามคลอง ที่วิวด้านหน้าเป็นป่าชายเลน

และเพราะว่าใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นยานพาหนะหลัก ก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องมาตรการของระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ หรือ รถไฟฟ้า ไม่ต้องห่วงว่ามันจะมาให้บริการถี่ห่างเพิ่มขึ้นขนาดไหน หรือคนจะแออัดหรือไม่แออัดขนาดไหน ไม่เกี่ยวกับเราเลย ในขณะที่เพื่อนร่วมงานของผม หลายคนต้องปรับเวลาการเดินทางของตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการของระบบขนส่งมวลชนที่พวกเขาต้องใช้บริการ หรือบางคนเปลี่ยนวิถีไปเลย คือ กัดฟันนั่งแท็กซี่แทน เป็นต้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ไม่น้อย

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า Ninebot Kickscooter MAX กำลังจอดอยู่ริมถนน ใกล้ๆ กับโต๊ะของร้านอาหารข้างทาง ที่มีฝาชีสีเหลือง และพวงเครื่องปรุงวางอยู่บนโต๊ะ มีหมวกกันน็อกจักรยานสีฟ้าแขวนอยู่กับแฮนด์ของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า

ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย คือ การหาอาหารทานระหว่างทาง ซึ่งผมสังเกตว่าร้านข้าวหลายร้านที่ผมเคยทานประจำ ปิดเงียบหายไปเลยอะ อาจจะเพราะบางร้านเขาเน้นขายพวกเด็กนักเรียน หรือ นักท่องเที่ยว ละมั้ง เดี๋ยวต้องรอเปิดเทอม และรอให้มีนักท่องเที่ยวมาอีกครั้ง ดูซิว่าพวกเขาจะกลับมาเปิดไหม

พอห้างกลับมาเปิดอีกครั้ง ผมก็มีโอกาสขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไปทำธุระหลายๆ อย่างนะ เช่น ไปเดินซื้อของ หรือ ไปธนาคารทำธุรกรรม (มาจากคำว่า ธุระอันเป็นกรรม) ผมก็พบว่า แม้จะมีความยุ่งยากบ้างในการแบกหรือเข็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเข้าห้าง เพราะทางเข้าถูกจำกัดเอาไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกในมาตรการคัดกรอง แต่ห้างก็ยังไม่ได้ห้ามนำสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาเข็นเดินเที่ยวห้างนะ (ถ้าไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับลูกค้าท่านอื่นๆ)

ภายในโซน Power Buy ของห้างเซ็นทรัลพระราม 2 ส่วนที่เป็นทางเดินทะลุได้ ถูกเอากล่องไมโครโวฟ และกระติกน้ำร้อนมาวางเรียงกั้นไว้ไม่ให้ผ่าน

แต่มันจะมีข้อจำกัดที่ชัดเจนมาก เวลาไปเดินบางพื้นที่ของห้าง หรือ ห้างบางแห่งครับ เพราะมาตรการรักษาระยะห่างทางกายภาพ (Physical distancing) ซึ่งบางที่เรียก ระยะห่างทางสังคม (Social distancing) ซึ่งทำให้มีการจำกัดทั้งจำนวนผู้เข้าไปใช้บริการ และมีการจัดวางพื้นที่ เพื่อป้องกันการเดินเข้าออกพลุกพล่าน แบบนี้ก็จะทำให้การเข็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเดินห้างลำบากอยู่พอสมควร เพราะต้องเกรงใจผู้ใช้บริการท่านอื่นๆ เนาะ

ส่วนการไปทานอาหารตามร้านข้างทาง หรือไปซื้ออาหารกลับมาทาน ผมยังไม่เห็นถึงความแตกต่างอะไรครับ ค่อนข้างจะเหมือนเดิมนะ ยกเว้นแค่ ร้านค้าส่วนใหญ่ก็พยายามลดจำนวนคนที่นั่งต่อโต๊ะลง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.