Home>>บ่นเรื่อยเปื่อย>>แกดเจ็ตที่ผมใช้ แล้วเพราะเหตุใดผมจึงเลือกใช้อันนี้?
ภาพของผู้ชายกำลังเอาไม้เขี่ยยาสมุนไพรจากขวดมาป้ายหลังของผู้ชายอีกคนที่มานวดที่สปา
บ่นเรื่อยเปื่อย

แกดเจ็ตที่ผมใช้ แล้วเพราะเหตุใดผมจึงเลือกใช้อันนี้?

วันนี้ขอคุยเรื่องของตัวเองนิดหน่อยดีกว่า คือ พวกแกดเจ็ตที่ผมใช้ประจำ อยากอวดว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วเพราะเหตุใดผมถึงเลือกใช้มัน และทำไมถึงเป็นยี่ห้อนี้ รุ่นนี้ เผื่อจะเป็นการ #ป้ายยา ให้ท่านผู้อ่าน แฟนบล็อก ลูกเพจ ผู้ตามติดทางทวิตเตอร์ของผม ทั้งหลาย ได้เกิดกิเลสแล้วอยากซื้ออยากหามาใช้มั่ง (ฮา)

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

บล็อกตอนนี้เขียนขึ้นจากความตั้งใจของผมเองล้วนๆ พวกแกดเจ็ตที่เอามาพูดถึง ก็เป็นของที่ผมใช้เอง ไม่ได้เป็นการตั้งใจโฆษณาหรืออวยยี่ห้อไหนเป็นพิเศษนะครับ

สมาร์ทโฟน: iPhone 8 Plus แต่โตขึ้นไปผมจะเป็น iPhone 12 Pro (ถ้ามันเรียกยังงี้นะ)

ตอนที่ผมก้าวเข้าสู่วงการบล็อกเกอร์ใหม่ๆ เมื่อซักสิบปีก่อน ผมนี่เปลี่ยนรุ่นสมาร์ทโฟนปีละ 1-2 หนเลย แต่หลังจากเปลี่ยนงานใหม่ เริ่มห่างหายไปจากวงการรีวิวพวกสมาร์ทโฟน ผมก็รู้สึกว่าจริงๆ คนเรามันไม่ต้องเปลี่ยนสมาร์ทโฟนถี่ขนาดนั้นหรอกนะ (ฮา) ฉะนั้น จนถึงตอนนี้ สมาร์ทโฟนที่ผมใช้เป็นหลักในการเล่นเน็ตก็คือ iPhone 8 Plus ที่คุณอาของผมออกตังค์ซื้อให้ตอนที่ผมไปญี่ปุ่นนั่นแหละ

ภาพของยอดอาคารหนึ่งในวัดพระแก้ว มีแบ็กกราวด์เป็นท้องฟ้าสีฟ้า สวย

ก่อนหน้านี้ผมสลับค่ายไปมาระหว่าง iOS และ Android ครับ คือ ในขณะที่ Android ได้เปรียบในแง่ของการเป็นระบบปฏิบัติการที่ค่อนข้างเปิด สามารถใช้งานได้หลากหลาย iOS เป็นระบบปฏิบัติการที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพกว่า ใช้งานแล้วได้ประสบการณ์ที่โอเค คงเส้นคงวากว่า (คือ สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ถ้าเปลี่ยนยี่ห้อ ประสบการณ์มันจะแตกต่างกันไปบ้าง)

การเลือกใช้สมาร์ทโฟน ปัจจัยหลักของผมคือ คุณภาพของกล้องดิจิทัล เพราะผมใช้ถ่ายรูปเวลาไปเที่ยว หรือ รีวิวแกดเจ็ตต่างๆ ฉะนั้นเรื่องนี้เลยสำคัญกับผมมาก และสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android หลายๆ ยี่ห้อ หลายๆ รุ่น มันมีกล้องดิจิทัลที่มีคุณภาพดีกว่า iPhone มาก จนกระทั่งพอ Apple ออก iPhone 7 ผมก็เริ่มเห็นว่ากล้องดิจิทัลมันให้คุณภาพที่ดีขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว พอเป็น iPhone 8 นี่ยิ่งแบบ เออ ไม่ต้องพึ่งพาสมาร์ทโฟน Android แล้ว แถมใน iOS เวอร์ชันใหม่ๆ เนี่ย แอป Photo ก็ช่วยให้การแต่งภาพให้สวยมันดีขึ้นมากแล้วด้วย แต่งเสร็จ ไม่แพ้พวกภาพถ่ายที่ได้จากสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ที่มักจะมีการ Process ภาพภายในตัว และจริงๆ มันดีกว่าด้วย เพราะคุณภาพของภาพมันไม่ลดลง และเราสามารถยกเลิกการแต่งภาพที่ทำไว้ได้ง่ายๆ อีก

ตอนนี้ที่ยังขาดอยู่ก็คือ เลนส์มันยังไม่ครบช่วง iPhone 8 Plus มันมีแค่เลนส์มุมกว้าง (Wide) กับเลนส์เทเลโฟโต้ (Telephoto) สองระยะเอง แต่ iPhone 11 Pro มันมีครบแล้ว คือได้เพิ่มเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultrawide) เข้ามา แค่นี้ผมก็โอเคสุดๆ แล้วล่ะ ฉะนั้น รอ iPhone 12 Pro มา เสร็จผมแน่ หึหึ … พวกกล้องซูมไกลเวอร์วัง 30x 60x อะไรพวกนี้ สำหรับผม ผมเฉยๆ นะ เพราะคุณภาพของภาพที่ได้ มันไม่ไหวจริงๆ 5x ยังพอไหว แต่ก็ไม่ได้จำเป็นถึงขนาดนั้นสำหรับผม

หมายเหตุ: ภาพประกอบในหัวข้อนี้ ถ่ายจากวัดพระแก้วเมื่อวานนี้ ด้วย iPhone 8 Plus มีการแต่งภาพด้วยแอป Photo ของ iOS

หูฟังไร้สายสำหรับสนทนาโทรศัพท์: Plantronics Voyager 5200

หูฟังไร้สายสำหรับคุยโทรศัพท์ ช่วยให้การรับโทรศัพท์แล้วคุยนานๆ มันสะดวกขึ้นมาก ยิ่งช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ต้องประชุมออนไลน์บ่อยๆ นานๆ ด้วยแล้ว หูฟังที่เสียงฟังชัด ไมค์ดีตัดเสียงรบกวนได้ แบตเตอรี่อึด อยู่ได้นาน ชาร์จได้ไม่ยุ่งยาก พกพาสะดวก สวมนานๆ ก็ไม่เจ็บหู มันคือดีงาม และผมก็เลือกนี่แหละ Plantronics Voyager 5200

หูฟังไร้สาย Plantronics Voyager 5200 พร้อมกล่องใส่ที่เป็นแท่นชาร์จในตัว

เจ้านี่ดีไซน์เป็นแบบเกี่ยวหู สวมแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะหลุด และตัวจุกหูฟังมันก็ไม่ได้ยัดเข้าไปอัดในหูแน่นๆ ทำให้เวลาใส่นานๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเจ็บหู ไมค์สามตัวตัดเสียงดีมาก เสียงลมนี่ตัดเงีบยสนิทจริงๆ เอาไปคุยหน้าพัดลมเปิดแรงสุด เสียงลมยังไม่เข้าไมค์ ขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ ก็ยังคุยโทรศัพท์ได้สบายๆ

มีอุปกรณ์เสริมเป็นกล่องเก็บ ที่ทำหน้าที่เป็นแบตเตอรี่สำรองพร้อมชาร์จ และทำหน้าที่เป็นแท่นชาร์จได้ในตัวอีก พกพาสะดวกมาก

หูฟังไร้สายแบบ True wireless: Plantronics BackBeat PRO 5100

ตัวนี้ผมเคยรีวิวเอาไว้แล้ว เป็นหูฟังแบบ True wireless ที่ผมพกติดตัวไว้เวลาจะฟังเพลง ดูหนัง เล่นเกม จากสมาร์ทโฟนเลยแหละ มันให้เสียงที่ดัง ฟังชัด ใส แต่เบสอ่อนไปหน่อย

หูฟังไร้สายแบบ True wireless ยี่ห้อ Plantronics รุ่น BackBeat Pro 5100 พร้อม Charging case

ตัวนี้มีข้อจำกัดในฐานะหูฟังไร้สาย เมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช้ True wireless ก็คือ มันเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แค่ทีละตัวเท่านั้น (ปกติหูฟังไร้สายจะเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้คราวละ 2 ชิ้นพร้อมๆ กัน) และถ้าเทียบกับหูฟังไร้สายยอดนิยมอย่าง Sony WF-1000XM3 ก็อาจจะสู้ไม่ได้ แต่ราคานี่เกือบครึ่งต่อครึ่งเลยนะฮะ

โน้ตบุ๊ก: ASUS ZenBook 13 UX331UAL

จริงๆ ตัวที่ผมใช้คือ ASUS ZenBook S UX391UA ฮะ แต่ราคามันแอบแรง สี่หมื่นกว่าบาท เพราะมันเป็นโน้ตบุ๊กสายพกพาระดับไฮเอนด์ ฉะนั้น ผมเลยขอแนะนำตัวที่ราคาย่อมเยากว่า คือ ASUS ZenBook 13 UX331UAL ที่ผมซื้อให้ภรรยาผมใช้แทนครับ เพราะมันเหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไปมากกว่า

ตัวเครื่องเป็นแบบพับฝา สามารถกางได้ 145 องศา
ตัวเครื่องเป็นแบบพับฝา สามารถกางได้ 145 องศา

เจ้านี่ ในแง่ของประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นสเปกของหน่วยประมวลผล หน่วยความจำ หรือการใช้ SSD ถือว่าไม่เลว ขนาดพกพาสะดวก น้ำหนักเบามาก ไม่ถึง 1 กิโลกรัม ถ้าคิดว่าจะหาแท็บเล็ตมาพกเบาๆ เพื่อจะได้ทำงานได้ชิลๆ อยากบอกว่าพกเจ้านี่ตัวเดียว เอาอยู่กว่าเยอะมาก ข้อเสียมีแค่ว่าหน่วยความจำให้มาแค่ 8GB เท่านั้นแหละ ซึ่งปัจจุบันผมว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ควรมีหน่วยความจำซัก 16GB

ผมแนะนำให้ใช้โน้ตบุ๊กเบาๆ เพราะมันพกพาสะดวกกว่าจริงๆ ใครที่คุ้นชินกับพวกน้ำหนัก 1.2 – 1.8 กิโลกรัม แล้วมาเจอเจ้านี่ บอกเลยจะรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างมากฮะ

กระเป๋าเป้: Cozystyle City Backpack Slim

คนทำงานอะเนาะ กระเป๋าสำหรับใส่พวกของต่างๆ สำหรับไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก กระบอกน้ำเก็บความเย็น พาวเวอร์แบงก์ ปากกา ฯลฯ มันก็เป็นของติดตัวที่ขาดไม่ได้ ตัวเลือกของผมก็คือ กระเป๋าเป้ Cozistyle City Backpack Slim ที่แม้ราคาจะแอบแรงนิดๆ แต่คุ้มครับ

ผู้ชายผมสั้น ใส่เสื้อสีน้ำเงิน สะพายเป้ Cozistyle City Backpack Slim สีเทา กำลังเดินอยู่ในตลาด

ตัวเป้มีดีไซน์ที่ช่วยเซฟหลัง เพราะมันออกแบบการกระจายน้ำหนักออกมาได้ดี วัสดุที่ใช้ป้องกันการถูกกรีดกระเป๋าได้ แถมกันน้ำได้อีกตะหาก ซิปก็ออกแบบมาให้เป็นสองชั้น กันคนมาแอบเปิดกระเป๋า ด้านหลังมีช่องลับที่เอาไว้ใส่พวกเอกสารสำคัญ เช่น พาสปอร์ต หรือ บอร์ดดิ้งพาส สำหรับเวลาเดินทางขึ้นเครื่องบิน

รายละเอียดเพิ่มเติมไปดูได้ที่เว็บไซต์บริษัท Systems2000

สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: Ninebot Kickscooter MAX

ผู้อ่านที่ติดตามผมเป็นประจำจะรู้ว่าผมใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นยานพาหนะในการเดินทางไปกลับที่ทำงานของผมเป็นส่วนใหญ่ เพราะการจราจรในกรุงเทพก็อย่างที่รู้ๆ กัน และกว่าจะรอรถเมล์ได้ ไหนรถเมล์จะแน่นอีก สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นอกจากจะช่วยทำให้ระยะเวลาในการเดินทางแน่นอนขึ้นแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าเดินทางไปได้อีกอักโขเลยจ้า แถมเวลาไปเที่ยว ก็ยังเอาไปขี่เล่นชิลๆ ได้อีก

ผมในชุดเสื้อเชิ้ตสีเหลือง กางเกงสีน้ำตาลเข้ม กำลังยืนขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า Ninebot Kickscooter MAX อยู่

ผมใช้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามาหลายรุ่น ตั้งแต่ MONOWHEELair ที่ตอนนี้เลิกจำหน่ายไปแล้ว มาที่ Ninebot Kickscooter ES4 (คือ Ninebot Kickscooter ES2 ที่ติดแบตเตอรี่เสริม) แล้วมาจบล่าสุดที่ Ninebot Kickscooter MAX ที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบัน

ติดเรื่องเดียวคือน้ำหนักที่โคตรหนัก แต่ในเรื่องความเร็ว ความมั่นคง พร้อมขี่ในทุกสภาพถนน และระยะทางไกลสุดที่วิ่งได้ ก็แทบจะเรียกว่าตอบโจทย์ทุกอย่างของผมเลยแหละ

แว่นกันแดด: CTRL One e-Tint

แว่นกันแดดก็เป็นกดแจ็ตนะฮะ เพราะเจ้านี่ใช้เทคโนโลยี e-Tint ในการทำให้ตัวแว่นมันเปลี่ยนสี จากใส เป็นกันแดด กดปุ่มปุ๊บกันแดดได้เลย ตัวแว่นทำจากพลาสติกเหนียวระดับแว่นนิรภัย กันได้ยันกระสุน BB พวกฝรั่งเขาเอาไว้ใส่เวลาเล่นพวก BB Gun กันเลยแหละ ผมเคยรีวิวเอาไว้แล้วเมื่อสามปีก่อน แต่อันนั้นมันเจ๊งไปแล้ว

ภาพเคลื่อนไหว แสดงการทำงานของแว่นกันแดดแบบ e-Tint ที่กดปุ่มแล้ว แว่นจะสามารถสลับระหว่างใส และกันแดดได้ทันที

เจ้านี่ไม่มีขายที่เมืองไทย ต้องไปสั่งจากเว็บไซต์ของเขา แล้วให้ส่งมาประเทศไทย (มีค่าส่ง) ผมโชคดีที่มีน้องที่ทำงานไปอเมริกาพอดี ก็เลยให้ไปส่งให้น้องเขา แล้วให้เขาหิ้วกลับมา

ราคาของมันไม่ใช่ถูกๆ เลยนะฮะ แต่ประโยชน์ของมันก็ค่อนข้างชัดเจน คือ สามารถใช้เป็นแว่นกันแดดได้ในที่แจ้ง และเมื่อเข้าที่ร่ม ก็ไม่ต้องถอดออก กดปุ่มเดียว แว่นกลับมาใสได้เลย

แฟลชไดร์ฟ: SanDisk Extreme Pro USB 3.1 Solid State Flash Drive 256GB

ถ้าต้องการแฟลชไดร์ฟความจุเยอะๆ แต่เพราะขนาดของข้อมูลที่จะเก็บมีขนาดใหญ่ หรือบางคนอาจจะอยากทำงานตัดต่อวิดีโอ 1080p แบบง่ายๆ โดยไม่ต้องก๊อปปี้ข้อมูลลงมาที่เครื่องคอมพิวเตอร์เลย SanDisk Extreme Pro USB 3.1 Solid State Flash Drive 256GB นี่คือคำตอบเลย

กล่องบรรจุ SanDisk Extreme Pro USB 3.1 Solid State Flash Drive 256GB

ความจุ 256GB กับความเร็วในการเขียนและอ่านในระดับ SSD พื้นฐาน ถ้าพอร์ต USB-A เป็นมาตรฐาน USB 3.1 Gen 1 ความเร็ว 5Gbps แล้วละก็ พร้อมใช้เลย ราคาก็ไม่ได้แพงโหดมาก พกพาก็สะดวก ขนาดใหญ่กว่าแฟลชไดร์ฟทั่วๆ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่เวอร์วัง

ใหญ่สุดน่าจะ 256GB นะ แต่ว่าที่ขายบน Lazada ผมเห็นมีขายแค่รุ่น 128GB แฮะ เลยขอแปะลิงก์เฉพาะไซส์นี้ให้แล้วกัน ถ้าอยากได้ใหญ่กว่านี้ ลองไปเช็กกับพวกร้านไอทีชั้นนำดูนะ

จริงๆ ยังมีอีกเยอะ แต่ตอนนี้นึกออกแค่นี้ (ฮา)

รอบตัวผมจริงๆ รายล้อมด้วยแกดเจ็ตอีกเยอะฮะ แต่ว่าตอนนี้นึกออกแค่นี้แหละ ที่เวียนวนเข้ามาในชีวิตประจำวันบ่อยมาก เลยเอามาป้ายยาให้อ่านกัน ไว้คราวหน้านึกอะไรออกอีก จะเอามาป้ายยาใหม่นะ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.