Home>>รีวิว>>รีวิว Fitbit Charge 4 ขั้นกว่าของการเป็น Fitness tracker พร้อม GPS ในตัว
Fitbit Charge 4
รีวิว

รีวิว Fitbit Charge 4 ขั้นกว่าของการเป็น Fitness tracker พร้อม GPS ในตัว

เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตอนนี้ Fitbit Charge 4 อยู่ในมือผมแล้ว ว่ะฮ่ะฮ่ะ ตัวนี้ยังมาในฐานะ Activity tracker ตามความถนัดของ Fitbit เช่นเคย แต่ที่เพิ่มเติมมาคือ เขาเพิ่ม GPS เข้าไป เพื่อที่สายวิ่งออกกำลังกายจะได้สามารถเก็บข้อมูลการวิ่งด้วย GPS ได้จริงๆ ซะที ในสนนราคาหกพันกว่าบาท สำหรับผู้นิยมสมาร์ทวอทช์สาย Minimalist เน้น Activity tracker

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

บล็อกตอนนี้ ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก Fitbit ส่งรุ่น Charge 4 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานมาให้ลองครับ ความเห็นทุกอย่างในบล็อกตอนนี้ มาจากประสบการณ์ในการใช้งานส่วนตัวของผม และการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของผมล้วนๆ ไม่ได้มีการถูกกำหนดเนื้อหาอะไรมาให้แต่อย่างใด

ตัว Fitbit Charge 4 มาพร้อมกับ 3 สีให้เลือก คือ Rose wood และ Storm black ในราคา 6,490 บาท ส่วน Special edition ที่เป็นสายแกรนิตพิเศษ ราคา 6,990 บาท โดยตัวที่ผมได้มารีวิวนั้นเป็นรุ่นสีดำ Storm black

สีต่างๆ และราคา ของ Fitbit Charge 4

แกะกล่องออกมาดูครับ ภายในกล่องก็จะมีตัวนาฬิกา ที่มีการใส่สายนาฬิกาไซส์ S/P สำหรับผู้หญิงมาให้แล้ว แต่ก็มีการแถมสายไซส์ L/G สำหรับผู้ชายมาให้ด้วย แล้วก็มีที่ชาร์จแบบเฉพาะรุ่นของ Fitbit มาให้ ซึ่งสำหรับผมที่เป็นคนเปลี่ยนรุ่นแล้ว แต่ไม่ได้ขายของเก่าออกไป ผมอยากให้ที่ชาร์จมันใช่ร่วมกันได้เหลือเกินจริงๆ จะได้มีที่ชาร์จสำรองได้ด้วย

สายนาฬิกาของ Fitbit Charge 4 เป็นสายแบบเฉพาะทางนะ ถ้าจะหาซื้อมาเปลี่ยน ก็ต้องเลือกให้ตรงรุ่นด้วย ตัวสายมันจะมีให้เลือกซื้อทีหลัง ทั้งสายซิลิโคน สายซิลิโคนแบบสำหรับออกกำลังกาย (สายมันจะมีรูๆ เยอะหน่อย เพื่อระบายอากาศได้ดี) สายหนัง สายผ้าถัก สีสันต่างๆ ต้องรอดูว่าจะมีเอาเข้ามาจำหน่ายมากน้อยแค่ไหนอีก

การถอดและใส่สายนาฬิกาของ Fitbit Charge 4

การถอดเปลี่ยนสายทำได้ไม่ยาก แค่กดสวิตช์สลักเพื่อถอดออก แล้วก็หยิบสายใหม่มาเสียบเข้าไป จบเลยครับ

Fitbit Charge 4 กำลังชาร์จแบตเตอรี่อยู่

การเซ็ตอัพเพื่อใช้งานไม่ยุ่งยากเลยครับ ก่อนอื่นก็เสียบกับที่ชาร์จแบตเตอรี่ก่อน มันเป็นแบบหนีบ ซึ่งทำให้เวลาชาร์จมันเป๊ะมาก หนีบแล้วจัดให้ตรงๆ หน่อย ก็เรียบร้อย การเริ่มใช้งาน ทำโดยการดาวน์โหลดแอป Fitbit สำหรับ iOS หรือ Android มาติดตั้งบนสมาร์ทโฟน แล้วก็ทำการ Set up new device เชื่อมต่อแป๊บเดียวก็พร้อมใช้งานเลย

หน้าจอแสดงผลของ Fitbit Charge 4

หน้าจอแสดงผล ไม่มีสเปกบอกชัดเจนว่าเป็นอะไร แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็น OLED แบบขาว-ดำ ซึ่งถือว่าคิดมาดี เพราะหน้าจอแบบนี้มันมองเห็นได้ดีในกลางแจ้งเลยทีเดียว รองรับการสัมผัส เพื่อใช้เลื่อนดูข้อมูลต่างๆ

ภาพเคลื่อนไหวสาธิตการใช้หน้าจอสัมผัส

ด้านซ้ายของตัวเรือน ที่เห็นผมเอานิ้วไปกดๆ อยู่นิดหน่อยในภาพเคลื่อนไหวด้านบนที่สาธิตการเลื่อนหน้าจอ มันคือปุ่ม Pressure switch ที่เอาไว้เปิดปิดหน้าจอ หรือกดเพื่อกลับไปสู่หน้าจอหลักครับ ความรู้สึกในการกดจะแปลกๆ หน่อย เพราะมันไม่ใช่สวิตช์ซะทีเดียว แต่เวลากดแล้วเราจะรู้สึกได้ว่ากด เพราะตัวนาฬิกาจะสั่นครับ

ด้านหลังของ Fitbit Charge 4

ด้านหลังของตัวเรือน เป็นขั้วสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และพวกเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่เอาไว้สำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

เช่นเคย ความสามารถของ Fitbit Charge 4 ในฐานะ Activity tracker มันคือครบเครื่องมาก ไม่ว่าจะเป็นการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ การตรวจสถานะการนอนหลับ ซึ่งจากประสบการณ์ในการใช้ Fitbit มาทุกรุ่น บอกเลยว่าทำได้ค่อนข้างดี และแม่นมาก ใครมีปัญหาเรื่องการนอน ใช้เจ้านี่ช่วยประเมินเบื้องต้นได้เลย การออกกำลังกายในหลายๆ รูปแบบ เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว ก็ช่วยให้ Fitbit Charge 4 สามารถเก็บข้อมูลได้ดี และยิ่งเมื่อมีการใส่ GPS มาให้ด้วย ก็ทำให้เก็บข้อมูลจำพวกการวิ่งได้ดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งปกติมันยังเป็นจุดอ่อนของ Fitbit Charge รุ่นเดิม

หน้าจอ Dashboard ของ Fitbit Charge 4

เราสามารถใช้ Fitbit Charge 4 และแอป Fitbit ในการติดตามกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะการเดิน การนอน อัตราการเต้นของหัวใจ ติดตามการลดน้ำหนักของตัวเอง การดื่มน้ำ หรือการทานอาหาร

ตัวนาฬิกาสามารถกันน้ำได้ลึก 50 เมตร สบายๆ สามารถใส่ลงว่ายน้ำดำน้ำได้เลย ไม่ต้องห่วง แค่ว่าถ้าใส่ว่ายน้ำก็ควรจะต้องเช็ดให้แห้งก่อนเก็บ โดยการถอดสายออก แล้วเช็ดให้แห้งทั่วๆ ด้วย และถ้าใส่ลงเล่นน้ำทะเล (ซึ่งผมไม่แนะนำหรอกนะ) ก็เอามาแช่น้ำเปล่าซักพักก่อน แล้วค่อยเช็ดให้แห้งครับ

Fitbit Charge 4 มีหน้าจอใหญ่ มีพื้นที่การแสดงผลเยอะ ฉะนั้นก็เลยสามารถปรับเปลี่ยนหน้าตาของนาฬิกาได้ประมาณนึง ซึ่งมีการออกแบบมาเตรียมไว้ให้ดาวน์โหลดมาติดตั้งอยู่ประมาณนึงแล้ว ก็เลือกดีไซน์ตามที่ชอบเลยครับ ข้อจำกัดคือ มันมีตัวเลือกให้แค่ประมาณนึงเท่านั้นเอง

หน้าจอการใส่รหัส PIN 4 หลักตอนจะใช้ Fitbit Pay

พัฒนาการอีกเรื่องนึงของ Fitbit ตอนนี้คือ Fitbit Pay สามารถใช้ได้ในประเทศไทยแล้ว (เย้!) เพียงแต่ยังไม่ใช่ว่าจะใช้ได้กับบัตรเครดิตทุกธนาคานะครับ เท่าที่ดู มันก็รองรับธนาคารยอดนิยมอย่าง กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงเทพ และบัตร KTC 4 ธนาคารหลักแล้ว ฉะนั้นใครที่มีบัตรเครดิตของธนาคารเหล่านี้ ก็สามารถใช้ Fitbit Pay ได้ โดยการไปเซ็ตค่าในแอป Fitbit แล้วก็กำหนด PIN 4 หลักครับ ตอนจ่าย สามารถกดปุ่ม Pressure switch ค้างไว้ ใส่ PIN 4 หลัก แล้วใช้ NFC บนตัว Fitbit Charge 4 แตะจ่ายได้เลย

จริงๆ มันสามารถใช้กับพวกระบบขนส่งมวลชนได้ แต่ตอนนี้ยังแค่ระยะเริ่มแรกเท่านั้น ยังใช้ได้แค่บางส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

หน้าจอแสดงการแจ้งเตือนของ Fitbit Charge 4 แสดงผลภาษาจีนได้ แต่ภาษาไทยแสดงผลไม่ได้

หนึ่งเดียวที่ยังเป็นข้อจำกัดของ Fitbit คือการแสดงผลภาษาไทยครับ จะเห็นว่าภาษาหลักๆ อย่าง อังกฤษ หรือ จีน แสดงผลได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าภาษาไทยยังแสดงผลเป็นเครื่องหมายตกใจ [?] อยู่เลย แต่จากการที่ Fitbit Pay ก็ใช้งานในประเทศไทยได้แล้ว ผมก็หวังว่าจะได้ข่าวดีว่ามันรองรับภาษาไทยซะที เร็วๆ นี้จริงๆ

บทสรุปการรีวิว Fitbit Charge 4

เป็นสมาร์ทวอทช์แบบที่ไม่เน้นฟีเจอร์มากเท่าไหร่ สามารถตอบโจทย์ในการใช้งานพื้นฐาน เช่น การบอกเวลา การแสดงการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน (ยกเว้นการอ่านข้อความภาษาไทย) ได้ดี และแน่นอน ในฐานะ Activity tracker ก็ทำได้ดีเยี่ยมสมยี่ห้อ Fitbit และมี GPS เพิ่มมา ทำให้ผู้ใช้งานสาย Fitbit สามารถใช้ตรวจจับการวิ่งได้จริงๆ จังๆ ซะที และยังมี Fitbit Pay อีกด้วย (ถ้าจะใช้)

ข้อจำกัดหลักๆ เลยก็เป็นเรื่องการแสดงผลภาษาไทยที่ยังทำไม่ได้ และค่าตัว 6,490 บาท สำหรับรุ่นปกติ และ 6,990 บาท สำหรับ Special edition ซึ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการ Activity tracker แบบดีๆ อาจจะรู้สึกว่าแพง แล้วหันไปดูพวกสมาร์ทวอทช์แดนมังกรที่ราคาถูกกว่าพอสมควรได้ แต่ถ้าคุณจริงจังกับการตรวจจับกิจกรรม และการนอน ผมว่า Fitbit Charge 4 คือคำตอบที่ดีเลยนะ

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.