แบ็กกราวด์หน้าจอ Windows 10

FPP, OEM, Volume license ลิขสิทธิ์ Windows แต่ละแบบ ต่างกันยังไง?

ใครที่ซื้อคอมพิวเตอร์มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows เลย คงไม่ทันได้คิดถึงเรื่องประเภทของลิขสิทธิ์ของระบบปฏิบัติการ Windows กันเท่าไหร่ว่ามันแตกต่างกันยังไง แต่เคยสงสัยกันบ้างไหมอ่ะ เวลาที่เราไปหาซื้อ Windows แท้กัน มันมีตัวเลือกของประเภทลิขสิทธิ์ให้เห็นกันเด่นๆ สองแบบ คือ FPP กับ OEM แล้วมันต่างกันยังไง? แล้วไอ้ Volume license ที่พวกบริษัทห้างร้านเขาใช้กัน มันเป็นยังไง?

สมมติว่าอยู่มาวันนึง คุณไปซื้อคอมพิวเตอร์ประกอบ กะว่าจะเอามาเล่นเกม หรือจะซื้อ Intel NUC แบบกำหนดสเปกเองมาใช้งานในออฟฟิศแบบผม มันไม่ได้มี Windows ติดตั้งมาให้เลย คุณก็ต้องซื้อเอาเอง จะซื้อออนไลน์ หรือ ซื้อที่ร้านเลย มันก็จะมีให้เลือกหลายแบบครับ

Windows 10 Home กับ Windows 10 Pro สองตัวนี้ต่างกันตรงที่ Home ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าสำหรับใช้ตามบ้าน ส่วน Pro มันก็จะมีฟีเจอร์สำหรับผู้ใช้งานในองค์กรเพิ่มเข้ามา เช่น การเข้ารหัสข้อมูลด้วย BitLocker การล็อกอินเข้าโดเมน หรือ Hyper-V เป็นต้น (อ่านรายละเอียดความแตกต่างของ Windows 2 รุ่นนี้ได้ที่เว็บไซต์ของ Microsoft)

Microsoft ควรให้ BitLocker เป็นฟีเจอร์มาตรฐานของ Windows ทุกรุ่น

ในความเห็นของผม ฟีเจอร์การเข้ารหัสข้อมูลด้วย BitLocker ควรจะเป็นมาตรฐานของ Windows ทุกรุ่นมากกว่า เพราะว่ามันช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวที่เราเก็บไว้ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์สูญหาย หรือเปลี่ยนมือไปให้คนอื่นใช้ต่อ ความต้องการในการปกป้องความเป็นส่วนตัวมันไม่ได้มีอยู่แค่ในผู้ใช้งานระดับองค์กรซะเมื่อไหร่ล่ะ มันแค่ว่าผู้ใช้งานตามบ้านเขาไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนี้เท่านั้นเอง

หน้าจอเว็บไซต์ที่แสดงรายการราคาของ Windows 10 ในไลเซ่นส์แบบต่างๆ

แต่ Windows ทั้งสองรุ่น มันก็มาพร้อมกับไลเซ่นส์แบบ FPP และ OEM ดูๆ แล้ว OEM ราคามันถูกกว่าด้วยนะเออ แบบนี้ซื้อ OEM ดีกว่าไหม?

FPP กับ OEM ต่างกันยังไง?

FPP ย่อมาจาก Full Packaged Product มันถูกเรียกแบบนี้เพราะว่าตัวบรรจุภัณฑ์ของมันมาแบบเต็มรูปแบบ มีกล่องใส่สวยงาม ภายในมีคู่มือฉบับย่อสำหรับการติดตั้ง มีแฟลชไดร์ฟที่เอาไว้ติดตั้ง Windows และการ์ดแข็งที่มี Product Key พิมพ์เอาไว้อยู่

แพ็กเกจ Windows 10 Home แบบ FPP มีกล่องบรรจุ แฟลชไดร์ฟ และการ์ดที่บรรจุ Product Key

เวลาที่เราซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์เปล่าๆ มา แล้วจะซื้อ Windows มาติดตั้งทีหลัง เราจะซื้อไลเซ่นส์แบบ FPP นี่แหละครับมาติดตั้ง ปกติมันจะเป็นแบบ 1 กล่อง 1 ไลเซ่นส์ ลงเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ 1 เครื่อง ไลเซ่นส์แบบนี้ใช้ได้ทั้งกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า (เพื่ออัพเกรด) หรือคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ (เพื่อติดตั้งใหม่) ราคาแอบแพง แต่มันมีข้อดีตรงที่เราสามารถถ่ายโอนสิทธิ์ในการติดตั้งไปให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ครับ เช่น คอมพิวเตอร์เราพัง เราก็เอาเจ้านี่ไปติดตั้งบนเครื่องใหม่ได้ แต่เราจะ Activate ใช้ได้ทีละเครื่องเท่านั้นไง ถ้ามีปัญหาเรื่อง Activation ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ของ Microsoft ให้ช่วยเหลือได้

FPP นี่สามารถโอนย้ายสิทธิในการติดตั้งไปได้เรื่อยๆ แต่ปกติแล้ว Microsoft จะมีการกำหนดจำนวนครั้งที่สามารถ Activate Windows แบบออนไลน์ได้เอาไว้ ถ้าเราโอนย้ายไปเรื่อยๆ แล้ว อยู่ๆ Activate ไม่ได้ ต้องโทรไปคุยกับเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ ให้เขาดำเนินการให้ … หลักฐานในการเป็นเจ้าของสิทธิจะอยู่ที่ตัวกล่องครับ ฉะนั้น เก็บเอาไว้ให้ดี รักษายิ่งชีพ โดยเฉพาะ Windows 10 ที่เขาว่าจะไม่มีการอัพเวอร์ชันใหม่แล้ว ไลเซ่นส์แบบ FPP นี่คือเมพ ซื้อทีเดียว โอนไปใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของเราได้เรื่อยๆ ดีงาม

แต่คนไม่ค่อยได้ซื้อไลเซ่นส์แบบ FPP ใช้กันหรอกครับ … ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะว่า ถ้าเราซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบรนด์ส่วนใหญ่ มันจะมีการติดตั้ง Windows มาให้แล้วน่ะสิ (ยกเว้นบางแบรนด์ ที่มีตัวเลือกแบบไม่มีการติดตั้ง Windows มาให้ ซึ่งจะทำให้ราคาถูกลงไป 1-2 พันบาท ซึ่งไลเซ่นส์แบบนี้เขาเรียกว่า OEM (Original Equipment Manufacturer) ครับ พูดง่ายๆ มันคือไลเซ่นส์ของ Windows ที่มากับตัวฮาร์ดแวร์เลย

ภาพบรรจุภัณฑ์ของ Windows 10 Home แบบ OEM
ที่มาของภาพ: Smart Solution Computer

ปกติแล้ว ไลเซ่นส์แบบนี้จะหาซื้อภายหลังไม่ได้ เพราะชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่ามาพร้อมกับฮาร์ดแวร์ แต่สมัยผมยังเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็หัวหมอ ขายไลเซ่นส์แบบ OEM มากับพวกฮาร์ดแวร์เล็กๆ อย่าง เมาส์ อะไรแบบนี้ (ฮา) แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ค่อยได้มีคนทั่วไปซื้อหรอกนะ ยุคนั้นแผ่นเถื่อนเฟื่องฟูมาก (ฮา) แต่ปัจจุบัน ไลเซ่นส์แบบนี้ ก็เห็นหาซื้อออนไลน์กันได้ทั่วไป ราคาจะถูกกว่าแบบ FPP กันนิดหน่อย ในแพ็กเกจจะไม่มีพวกแฟลชไดร์ฟสำหรับติดตั้ง Windows มาให้ เพราะอย่างที่บอก Windows OEM มันควรถูกติดตั้งมาพร้อมกับฮาร์ดแวร์อยู่แล้ว

ข้อจำกัดของไลเซ่นส์แบบ OEM ที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือ มันเป็นไลเซ่นส์ที่จะถูกผูกติดกับฮาร์ดแวร์ครับ ไม่สามารถโอนย้ายสิทธิไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ได้ เราทำได้แค่ ให้มันเปลี่ยนมือเจ้าของไปพร้อมๆ กับฮาร์ดแวร์เท่านั้น

ไลเซ่นส์แบบ OEM มันแยกออกเป็นสองแบบ คือ OEM COA กับ OEM SLP โดย

  • OEM SLP ย่อมาจาก OEM System Locked Pre-installation ซึ่งคอมพิวเตอร์มีการฝัง Product key เอาไว้ตรง BIOS เลย ส่งผลให้เราไม่ต้องกรอก Product key เลยครับ เปิดเครื่องปุ๊บ ต่อเน็ต มัน Self-activate ให้เลย ดีงามพระรามแปด
  • OEM COA ย่อมาจาก OEM Certificate of Authority ซึ่งพวกนี้จะมาพร้อมกับ Product key บนสติกเกอร์ด้วย โดยปกติแล้ว OEM COA มักจะเป็นแบบ SLP ด้วย เพียงแต่ว่า Product key มีเอาไว้ให้เผื่อเหนียว เวลาที่อยู่ๆ มัน Activate ตัวเองไม่ได้ ก็เอา Product key นี่แหละ มาใช้ Activate ผ่านโทรศัพท์

ถ้าเจอปัญหาในการ Activate Windows สำหรับตัว OEM ที่ไม่มี COA มาให้ ต้องติดต่อตัวผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ หรือตัวแทนจำหน่ายสถานเดียวครับ Microsoft จะช่วยเหลืออะไรไม่ค่อยได้ อย่างวันก่อน ผมเอา GPD Win โน้ตบุ๊กตัวจิ๋วไปเข้าศูนย์ของตัวแทนจำหน่ายเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่บวม แล้วติดตั้งเฟิร์มแวร์ใหม่ เพราะตัวเก่ามีปัญหา พอกลับบ้านมา Windows มัน Activate ไม่ได้ ก็ต้องไปให้เขาช่วยจัดการให้เช่นกัน

แล้ว Volume license ล่ะ?

อันนี้จะอยู่นอกเหนือการใช้งานของคนทั่วไปแล้ว จะซื้อทีนึงขั้นต่ำ 5 ไลเซ่นส์ และต้องมีการลงนามข้อตกลงอะไรต่อมิอะไรอีก และไม่ใช่ว่าจะไปเดินหาซื้อได้ตามร้าน Advice, JIB, Banana IT หรือ IT City เลยนะ มันต้องซื้อผ่านตัวแทนที่เป็นพวก Reseller ในประเทศ

เอาสั้นๆ แค่นี้พอ รายละเอียดจริงๆ มีเยอะมาก แต่ผมไม่คิดว่าคนทั่วไปจำเป็นต้องรู้ แต่ถ้าอยากรู้มากนัก ไปที่เว็บไซต์ http://www.microsoftvolumelicensing.com/ ได้

แถมท้าย… แล้วพวกไลเซ่นส์ที่ขายกันออนไลน์ถูกๆ ล่ะ?

ถ้าเราไปดูตามแพลตฟอร์มออนไลน์ หลายๆ ที่เขามีคนที่เอา Windows 10 มีขายราคาถูกมากๆ แบบไม่กี่สิบบาทหรือไม่กี่ร้อยบ้าท แล้วบอกว่าเป็น Product key แท้ สามารถใช้ Activate ได้ อันนี้มันไม่รุ้ยังไงเหมือนกัน แต่เหมือนกับว่าเขามีทริกในการเอาของแท้มาขายยังไงไม่รู้

ภาพหน้าเว็บขายไลเซ่นส์ Windows 10 Pro 32/64-bit แบบละเมิดลิขสิทธิ์

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมเลยซื้อมาลองสองอันซะเลย (ฮา) อันนึงซื้อมาปุ๊บ สร้าง Virtual machine มาติดตั้งปั๊บ อีกอัน ซื้อมาแล้วก็ทิ้งลืมไปเลย แล้วค่อยมาติดตั้งหลังเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ถามว่าติดตั้งใช้ได้จริงไหม … เอาแบบไม่เข้าข้างใครนะ … มันก็ Activate ใช้งานได้จริงไม่มีปัญหาครับ สำหรับตัวที่ซื้อมาแล้วติดตั้งใช้ทันที แต่อันที่ซื้อมาทิ้งลืม พอเอามาใช้ ปรากฏว่า Product key โดนวนเอาไปใช้กับคนอื่นแล้วจ้า เสียตังค์ฟรี

การซื้อไลเซ่นส์แบบนี้ แม้จะบอกว่าเป็น Product key แท้ สามารถ Activate ได้จริง แต่สำหรับผมแล้ว ผมมองว่ามันก็คือการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบใหม่เท่านั้นเอง เพราะการใช้ลิขสิทธิ์ผิดเงื่อนไข มันก็คือการละเมิดลิขสิทธิ์ครับ

Post Author: นายกาฝาก

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ผู้นิยมชมชอบการรีวิวแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าคนอ่านเขาได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์แล้วยังตัดสินใจซื้อ เขาจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์นั้นน้อยกว่าซื้อเพราะอ่านบล็อกที่เขียนมาอวย ... ก็เท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.