ภาพโลโก้ของ Wordpress

Unlimited plan ไม่มีอยู่จริง Wordpress.com กลับลำ Business plan และ eCommerce plan ไม่มี Unlimited storage แล้ว ได้แค่ 200GB แทน

ตอนที่ผมตัดสินใจเปลี่ยนจาก kafaak.com มาเป็น kafaak.blog นั่นเพราะเห็นว่า Wordpress.com เขาให้แพ็กเกจ Unlimited storage ในราคาแบบที่เอื้อมได้ คือ 832 บาท/เดือน แต่เมื่อเช้านี้เพิ่ง ตอนที่กำลังคิดว่าจะเช็กราคา G Suite เพื่อเปิดอีเมลที่เป็น @kafaak.blog จะได้มีอีเมลส่วนตัวไว้สำหรับติดต่องานจริงๆ จังๆ ซะที เพราะตอนนี้ Gmail ผมเละเทะมาก อีเมลที่เป็นงานจริงๆ สำคัญจริงๆ ไม่ได้อ่าน เพราะอีเมลจำพวก Press release จากแบรนด์ต่างๆ มันถล่ม Inbox ซะเละ ผมกลับไปเห็นว่า เฮ้ย Business plan กับ eCommerce plan ที่เคยได้ Unlimited storage ตอนนี้หดเหลือแค่ 200GB แล้ว

ถามว่าตกใจไหม เซ็งไหม ตอบตามตรงนะ ผมก็ตกใจและแอบเซ็ง แต่ถามว่าโกรธไหม ก็ไม่อ่ะครับ คือ ทำใจได้ เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า Unlimited plan มันไม่มีอยู่จริงครับ มันเป็นเหมือนกลยุทธ์ทางการตลาดที่เขาเอามาใช้เรียกแขกให้หันมาใช้บริการกันเยอะๆ ที่ผู้ให้บริการหลายรายเขาก็ทำกัน เอ้า! รายแรกก็ Gmail ไง ที่เปิดตัวมาด้วยจุดเด่นที่ว่า ให้เนื้อที่เอาไว้เก็บอีเมลชนิดที่ “คุณจะไม่มีวันต้องลบอีเมลของคุณอีก” ถ้าใครทันใช้ Gmail ยุคแรกๆ คุณจะเห็นว่ามันมีการอวดสรรพคุณด้วยการใส่ Counter เอาไว้นับขนาดของเนื้อที่เก็บข้อมูล ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนนั้นทุกคนคิดว่ามันจะเพิ่มไปเรื่อยๆ แบบ “ไม่มีวันหยุด

ภาพของหน้าเว็บไซต์อธิบายบริการ Gmail ที่แสดงให้เห็นว่าเนื้อที่เก็บอีเมลจะมีขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เครดิตภาพ TECHWELKIN.COM

แต่ในความเป็นจริง ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า Google ยุติการเพิ่มขนาดของเนื้อที่เก็บข้อมูล แล้วกำหนดให้ใช้ฟรีๆ แค่ 15GB เท่านั้น ซึ่งถามว่าเยอะหรือน้อย ก็ตอบยากครับ สำหรับยุคสมัยที่ไฟล์ข้อมูลใหญ่ๆ กันทั้งนั้น และเนื้อที่ 15GB นี่ มันใช้ร่วมกับบริการอื่นๆ ของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google Drive, Google Photos อีก (แต่ในกรณีของ Google Photos จะนับการใช้พื้นที่เฉพาะกรณีที่เราอัพโหลดรูปภาพด้วยความละเอียดดั้งเดิม ถ้าอัพโหลดแบบ Hi-res เฉยๆ จะได้เนื้อที่ไม่จำกัด … ตรงนี้เข้าใจว่าเพราะ Google อยากได้รูปเยอะๆ ไว้ทำ Machine learning เพื่อทำ Image recognition และ Face recognition)

เรามีความเชื่อกันว่า ในระยะยาว ต้นทุนของเนื้อที่เก็บข้อมูล (Storage) มันจะลดลงเรื่อยๆ และลดลงมากๆ ซึ่งมันก็เป็นจริงนะครับ เพราะจากข้อมูลในบทความของ Computerworld เขาว่ากันว่า ปี ค.ศ. 1967 เนี่ย เนื้อที่เก็บข้อมูล 1MB มีต้นทุนอยู่ที่ราวๆ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วเวลาผ่านไป 50 ปี ใน ค.ศ. 2017 เนี่ย เนื้อที่เก็บข้อมูล 1MB มีต้นทุนอยู่ที่ราวๆ 2 เซ็นต์ หรือ 0.02 เหรียญสหรัฐเท่านั้นเอง คิดว่าถูกลงไปกี่เท่าล่ะ ในช่วงเวลา 50 ปี แถมในกรณีของการให้บริการออนไลน์ ต่อให้เราให้เนื้อที่เก็บข้อมูลแบบไม่จำกัด (Unlimited) ก็ใช่ว่าทุกคนจะใช้กันแบบเต็มเหนี่ยว จริงไหม? ผู้ให้บริการพวกนี้เขาจะมีการเก็บข้อมูลเอาไว้เสมอ และประเมินเอาไว้แล้วว่า โดยปกติแล้ว แต่ละคนจะใช้เนื้อที่เฉลี่ยประมาณเท่าไหร่ ดังนั้น แม้ว่าตอนโฆษณาจะบอกว่าให้เนื้อที่ไม่จำกัด แต่จริงๆ แล้ว ภายในบริษัทเอง มันจะมีการกำหนดเส้น Soft limit เอาไว้ ใครใช้เกิน ก็จะมีคนเข้ามาตรวจสอบว่าเพราะอะไร อย่างไรครับ

และเมื่อเวลาผ่านไป แม้ต้นทุนของเนื้อที่เก็บข้อมูลจะถูกลงไปมาก แต่ในขณะเดียวกัน ขนาดของข้อมูลก็มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน และไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลที่คนเราต้องการจะเก็บ มันก็เปลี่ยนจากแค่ไฟล์เอกสารธรรมดาๆ มาเป็นพวกรูปถ่ายความละเอียดสูง และวิดีโอที่นับวันก็ความละเอียดสูงด้วยเช่นกัน ลองคิดว่าภายใน 10 ปีที่ผ่านมานี่ วิดีโอที่ถ่ายจากสมาร์ทโฟนเรือธง เปลี่ยนจากความละเอียดระดับ HD 720p มาเป็น 4K ซึ่งขนาดไฟล์นี่แบบใหญ่ขึ้นอย่างมาก (วิดีโอ 4K ใช้เนื้อที่ประมาณ 375MB ต่อความยาว 1 นาที)

ภาพหน้าจอคำประกาศเปลี่ยนแผนการให้บริการเนื้อที่เก็บข้อมูล OneDrive

ในช่วงที่สงครามแย่งชิงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ Cloud storage ยังรุนแรง ตอนที่ Microsoft เปิดให้บริการ Office 365 ใหม่ๆ ก็ให้เนื้อที่เก็บข้อมูลไม่จำกัดเช่นกัน แต่ภายหลังก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นให้เนื้อที่ 1TB แทน แต่ที่โหดกว่าก็คือ เนื้อที่ฟรีของ OneDrive นี่ถูกกดจาก 15GB ลงมาเหลือ 5GB ซึ่งกระทบไปถึงผู้ใช้งานเดิมด้วย

ภาพหน้าจออธิบายบริการ Unlimited Online Backup ของ BlackBlaze

และแม้ว่าปัจจุบัน เราจะยังเห็นบริการ Cloud storage ที่ยังให้บริการ Unlimited storage อยู่ เช่น BlackBlaze ที่ให้บริการในราคา $6/เดือน แต่นั่นก็จำกัดอยู่ที่การสำรองข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า โน้ตบุ๊กส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ขนาดฮาร์ดดิสก์มักจะอยู่ที่ 128GB-256GB เพราะหันมาใช้ SSD กัน ส่วนพวกไฮเอนด์ หรือพวก Gaming laptop อาจจะมีระดับ 512GB-1TB กันบ้าง ส่วนเครื่องที่เป็นเดสก์ท็อป เต็มที่สุดๆ เลย ใส่เข้าไป 20TB ก็ถือว่าบ้าคลั่งมากแล้ว ฉะนั้น ด้วยปัจจัยและข้อจำกัดในการใช้งานหลายๆ อย่าง ผู้ให้บริการจำพวกนี้ก็ยังกล้าที่จะเสนอแพ็กเกจแบบเนื้อที่ไม่จำกัดอยู่ แต่ในอนาคต ถ้าดันมีคนเห็นช่องโหว่ แล้วฉวยโอกาส ก็อาจจะทำให้ผู้ให้บริการเหล่านี้ หันมาทบทวนเรื่องแพ็กเกจไม่จำกัดนี่ได้เช่นกันครับ

ภาพหน้าจอคำตอบจากเจ้าหน้าที่ของ Wordpress.com เกี่ยวกับการยกเลิกแพ็กเกจเนื้อที่ไม่จำกัด

หันกลับมาที่ Wordpress กันหน่อย รูปด้านบนคือคำตอบของเจ้าหน้าที่ของ Wordpress.com ในประเด็นเรื่องการยกเลิกแพ็กเกจเนื้อที่ไม่จำกัด อย่างที่เห็นครับ เขาก็บอกมาชัดเจนว่าเนื้อที่ไม่จำกัดมันไม่มีอยู่จริง และ เขาก็มี Soft limit เอาไว้ การยกเลิกแพ็กเกจไม่จำกัดออกไป ก็คือการปรับใช้ Soft limit อย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ซึ่งทั้งนี้ สาเหตุน่าจะมาจากการที่คนสมัครเขาเอาเนื้อที่ไม่จำกัดไปเก็บพวกไฟล์วิดีโอ ซึ่งไม่เพียงแต่จะไปโหลดที่เนื้อที่เก็บข้อมูล แต่ยังไปโหลดตรงแบนด์วิธของเซิร์ฟเวอร์ด้วย เวลาที่มีคนเข้ามาดู

ทีนี้ถามว่า 200GB มันเพียงพอต่อการใช้งานไหม? ผมว่าแล้วแต่คนจริงๆ ครับ สำหรับผม บล็อกตอนนึงของผม อาจจะมีรูป 3-10 รูป แต่ละรูปมีขนาดราวๆ 1-15MB ถ้าให้ลองคำนวณเฉลี่ยๆ ดู ผมว่าผมอัพโหลดรูปราวๆ 30MB ต่อบล็อก 1 ตอนแล้วกัน ถ้าคิดแบบนี้ ผมจะโพสต์บล็อกได้ราวๆ 6,500 ตอน กว่าเนื้อที่จะเต็ม ต่อให้ผมโพสต์บล็อกวันละ 1 ตอน นี่ก็ต้องใช้เวลาร่วม 17 ปี กว่าจะใช้เนื้อที่หมด ซึ่งผมว่ากว่าจะถึงเวลานั้น อะไรๆ มันก็คงเปลี่ยนไปอีกเยอะครับ … วิดีโอไม่เดือดร้อนสำหรับผมอยู่แล้ว เพราะผมสามารถอัพโหลดขึ้น YouTube แล้วค่อย Embed กลับมาก็ได้ ต้องไม่ลืมว่า YouTube ให้เราอัพโหลดวิดีโอขึ้นไปได้ฟรีๆ อยู่แล้ว (เพราะธุรกิจของเขาคือการขายโฆษณาแทรกไปกับวิดีโอที่อัพโหลด ฉะนั้น การไปจำกัดการอัพโหลดจะทำลายธุรกิจเขา)

แต่การที่ Wordpress ยุติการให้บริการเนื้อที่เก็บข้อมูลไม่จำกัด มันก็ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า Unlimited plan นั้นมันไม่มีอยู่จริงนะครับ ฉะนั้น เวลาที่ใครไปใช้บริการใดๆ ที่โฆษณาเอาไว้แบบนี้ ให้เข้าใจเอาไว้ก่อนเลยว่ามันคือเรื่องของการตลาด และเวลาใช้งานจริงๆ นั้น จงใช้อย่างคนปกติพึงใช้ อย่าฉวยประโยชน์จาก Unlimited plan ครับ

Post Author: นายกาฝาก

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ผู้นิยมชมชอบการรีวิวแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าคนอ่านเขาได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์แล้วยังตัดสินใจซื้อ เขาจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์นั้นน้อยกว่าซื้อเพราะอ่านบล็อกที่เขียนมาอวย ... ก็เท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.