ภาพของผู้หญิงกำลังนั่งอยู่บนโซฟาใช้แท็บเล็ต อยู่ในหน้าจอเปิด VPN

เดี๋ยวนี้ VPN ยังจำเป็นอยู่ไหม? แล้วใครยังควรจะใช้มันอยู่?

VPN หรือชื่อเต็มๆ คือ Virtual Private Network ที่หลายๆ คนอาจจะไม่คุ้นเคยว่ามันคืออะไร และทำอะไรได้ แต่สำหรับคนที่หาข้อมูลมาอาจจะได้ยินมาว่า มันเอาไว้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับอินเทอร์เน็ต เพราะจะมีการเข้ารหัสข้อมูลที่รับส่งผ่านเครือข่าย VPN แต่ในยุคที่บริการออนไลน์ต่างๆ หันมาให้เข้าเว็บผ่าน HTTPS (หมายถึงเว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัสรับส่งข้อมูล กันเป็นส่วนใหญ่แล้ว และ Google เองก็พยายามบังคับให้เว็บไซต์หันมาเป็น HTTPS กันด้วยการที่จะแสดงข้อความว่าเว็บไซต์ “ไม่ปลอดภัย” ถ้ายังเป็น HTTP อยู่ แล้วผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ด้วย Google Chrome คำถามก็เลยมีอยู่ว่า แล้วแบบนี้ VPN ยังจำเป็นอยู่ไหมล่ะ? ถ้ายังจำเป็น ใครล่ะที่ยังจำเป็นต้องใช้?

ออกตัวล้อฟรีก่อน…

บล็อกตอนนี้ เขียนบ่นเอง ไม่ได้รับเงินจาก VPN เจ้าไหนมา และไอ้ยี่ห้อที่ผมแนะนำตอนท้ายบทความนั่นก็เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ นะครับพี่น้อง

VPN ทำอะไรได้บ้าง?

ผมไม่ขอไปพูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของการทำงานของ VPN นะครับ อยากรู้ดูวิดีโอด้านล่างนี่เอา ส่วนผม ผมจะขอพูดถึงสิ่งที่เราจะได้ประโยชน์จากการใช้ VPN ครับ

VPN สามารถช่วยผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในเรื่องเหล่านี้ได้ครับ…

  • ซ่อน IP Address จริง ที่อยู่จริงของเรา เพราะการใช้ VPN มันก็เหมือนกับการที่มีตัวกลางเข้ามาช่วยติดต่อกับอินเทอร์เน็ตแทนเรา พวกเว็บไซต์ต่างๆ หรือผู้ให้บริการต่างๆ จะมองเห็น IP Address ของ VPN Server และมองที่อยู่เป็นที่ตั้งของ VPN Server แทน เช่น ถ้าเราต่อจาก VPN Server ที่อยู่ในประเทศอเมริกา เว็บไซต์หรือผู้ให้บริการ ก็จะมองว่าเราเชื่อมต่อเข้าถึงบริการจากประเทศอเมริกาครับ
  • เข้ารหัสข้อมูล เพิ่มความปลอดภัยในการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต ที่แม้ปัจจุบันจะได้ประโยชน์น้อยลง เพราะเว็บไซต์ส่วนใหญ่เป็น HTTPS กันหมดแล้ว แต่มันก็ยังมีหลายๆ เว็บไซต์ที่ยังเป็น HTTP อยู่ และมันก็ยังมีประโยชน์ตอนที่เราไปใช้พวก Public WiFi หรือ Free WiFi ที่เป็นแบบ Open ไม่ได้มีการเข้ารหัส
  • ใช้บริการออนไลน์ที่ถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะในบางประเทศ เพราะเวลาที่เราเชื่อมต่อกับ VPN เราจะเหมือนกับว่าเข้าถึงบริการนั้นๆ จากประเทศที่ตั้งของ VPN Server ดังนั้นเราก็จะมีโอกาสที่จะเข้าถึงบริการออนไลน์ที่ถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะในบางประเทศได้ด้วย เช่น พวกบริการ Video streaming/Video On-demand เป็นต้น แต่ก็ไม่ได้ชัวร์ 100% นะครับ เพราะเดี๋ยวนี้บริการพวกนี้เขาก็ฉลาดที่จะบล็อก VPN กันแล้ว (เช่น Netflix ก็บล็อก VPN แล้วนะ)
  • เข้าถึงบริการออนไลน์ที่ถูกบล็อกได้ เพราะเราสามารถเชื่อมต่อไปยัง VPN ในประเทศที่ไม่ได้บล็อกบริการนั้น แล้วให้ VPN ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับส่งข้อมูลให้เราได้ ระบบอะไรก็ตามที่บล็อกเราอยู่ มันก็จะมองเห็นว่าเรากำลังติดต่อกับบริการอะไรบางอย่างอยู่ ที่ไม่ใช้บริการที่ถูกบล็อก … แต่ถ้า VPN โดนบล็อกเนี่ยก็อีกเรื่อง
  • รักษาความเป็นส่วนตัว เพราะเมื่อเราซ่อน IP Address ของเราได้ ซ่อนที่อยู่ของเราได้ ความเป็นส่วนตัวของเราก็เพิ่มสูงขึ้น พวกโฆษณาต่างๆ ที่อาศัย IP Address ของเรา หรือที่อยู่ของเราเป็นตัวเลือกโฆษณา ก็จะใช้ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ พวก ISP หรือแม้แต่รัฐบาลบางประเทศที่อาจจะมีมาตรการจับตามองผู้คนออนไลน์ การใช้ VPN ก็จะช่วยเรื่องความเป็นส่วนตัวของเราได้ (ผ่านการเข้ารหัสข้อมูล และการซ่อน IP Address และที่อยู่นี่แหละ)
  • ทำให้เราเหมือนกับอยู่ในวง LAN ส่วนตัว ซึ่งผู้ใช้งานในองค์กรใช้กันบ่อย คือ เปิด VPN Server ในออฟฟิศนี่แหละ แล้วพอเชื่อมต่อกับ VPN Server แล้ว อุปกรณ์ของเราก็จะเสมือนหนึ่งไปอยู่ในวง LAN ของออฟฟิศเลย ทำให้เราสามารถใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้เหมือนเรานั่งอยู่ในออฟฟิศนั่นแหละ ไม่ว่าจะ Map network drive หรือ พริ้นเตอร์ หรืออะไรก็ตาม

แล้วสุดท้าย เรายังจำเป็นต้องใช้ VPN อยู่อีกไหม?

เอาตอบแบบสั้นๆ ก็คือ ถ้าเราไม่คิดว่าจะใช้ประโยชน์ตามที่พูดถึงไปข้างต้น ก็คงไม่ต้องใช้แล้วแหละครับ VPN เอาตรงๆ นะครับ ในปัจจุบันนี้ หลายๆ อย่างก็ทำให้ VPN ไร้ประโยชน์ลงไปเยอะครับ

  • เอาแค่มี HTTPS นี่ก็ทำให้การเข้ารหัสของ VPN ไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นแล้ว
  • ส่วนเรื่องความเป็นส่วนตัวก็ไม่ใช่อะไรที่คอขาดบาดตายมากจนทำให้เราต้องหา VPN มาใช้ให้ได้
  • ในประเทศที่คอยจับตามองเรา เขาก็รู้อยู่แล้วว่า VPN มันช่วยให้หลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ได้ ประเทศนั้นๆ ก็จะทำการแบน VPN ไปครับ บางประเทศถือว่าการใช้ VPN นี่ผิดกฎหมายด้วยนะ
  • พวกบริการออนไลน์ที่มีการจำกัดการใช้งานภายประเทศเดี๋ยวนี้เขาก็บล็อก VPN กันแล้ว การใช้ VPN จึงไม่ช่วยอะไร (เช่น Netflix หรือ BBC iPlayer เนี่ย ก็บล็อก VPN ได้หลายเจ้าอยู่)
  • ที่สำคัญ บริการ VPN ก็ไม่ใช่ว่าจะดีซะทุกยี่ห้อนะครับ หลายๆ บริการก็มีการเก็บ Log การใช้งานของเราเอาไว้ ในอเมริกาเห็นว่าบางยี่ห้อมีการแอบอัดโฆษณามาให้เราอีก ฉะนั้นเรื่องความเป็นส่วนตัวมันก็ไม่ใช่ 100% อีกเช่นกัน นี่ยังไม่นับว่าบริการส่วนใหญ่ก็ต้องเสียเงินอีกนะ ไม่งั้นก็อาจจะถูกจำกัด

ถ้าจะมีประโยชน์นะผมว่า ก็จะเป็นเรื่องของการซ่อนตัวเราไม่ให้ ISP หรือไอทีของบริษัทรู้แหละว่าเราเข้าเว็บไซต์ไหน ใช้บริการอะไรบ้าง (แต่ VPN บางยี่ห้อก็จะได้ข้อมูลตรงนี้ของเราไปแทน) ใครอยากได้เรื่องนี้ VPN ก็ยังจำเป็น หรือใครต้องการเข้าถึง LAN ของบริษัท หรือของที่บ้าน จากอินเทอร์เน็ต VPN นี่ก็ยังช่วยเราได้อยู่

แล้ว VPN ยี่ห้อไหนดี?

ถ้าให้ผมแนะนำ โดยส่วนตัวผมใช้ QNAP NAS เปิด VPN ใช้เองครับ เพราะถ้าแค่ต้องการซ่อนตัวจากพวก Public WiFi หรือ Free WiFi ว่าเราทำอะไรอยู่บนอินเทอร์เน็ตบ้าง และต้องการเข้ารหัสข้อมูล แค่นี้ก็เหลือเฟือแล้ว (ผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องซ่อน IP Address) เวลาไปต่างประเทศ ก็สามารถดูทีวีไทยได้สบายๆ แต่ความเร็วมันก็จะถูกจำกัดอยู่ตามความเร็วเน็ตบ้าน และต้องคอยเปิด QNAP NAS ตลอดเวลา (ซึ่งเผอิญว่าก็เปิดตลอดเวลาอยู่) แต่ถ้าจำเป็นต้องต่อ VPN Server ที่ต่างประเทศ ผมใช้ SurfEasy อยู่ครับ ตัวนี้ไม่ได้เลิศสุด และผมก็ใช้แพ็กเกจฟรี ที่เผอิญว่าตอนมันเปิดตัวใหม่ๆ มันมีโปรแกรม Referal ที่ผมดันชวนคนมาสมัครได้เยอะมาก มากขนาดนี้เรียกว่าผมมีโควต้าใช้เน็ตได้ราวๆ 200GB/เดือน ซึ่งเหลือเฟือต่อการใช้งานมากมาย ในแง่ของราคาถือว่าต่อเดือนไม่แพง และมีแบบฟรีให้ลองใช้ โดยมีโควต้า 500MB/เดือน แต่เจ้านี่เสียตรงที่ว่าฟีเจอร์น้อยไปหน่อย

แต่ถ้ายี่ห้อที่เห็นสื่อเมืองนอกแนะนำซะเหลือเกิน ก็น่าจะเป็น ExpressVPN ครับ ราคาแอบแรง แต่ฟีเจอร์ดูจะเยอะกว่า ถ้าใครสนใจก็ลองดูได้ มีเว็บเวอร์ชันภาษาไทยด้วยนะ สงสัยคนไทยใช้กันเยอะ

Post Author: นายกาฝาก

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ผู้นิยมชมชอบการรีวิวแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าคนอ่านเขาได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์แล้วยังตัดสินใจซื้อ เขาจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์นั้นน้อยกว่าซื้อเพราะอ่านบล็อกที่เขียนมาอวย ... ก็เท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.