ภาพกราฟิกจำลองหน้าจอของระบบปฏิบัติการ Windows

นั่งทบทวนถึงการเดินทางหาโปรแกรมออฟฟิศฟรีๆ ไว้ใช้งาน

เอ้า! พูดกันตรงๆ เลย เราคุ้นเคยกับการใช้ Microsoft Office กันมานานครับ ผมใช้เวอร์ชันแรกก็ตอน Microsoft Office 4.3 เมื่อตอน ค.ศ. 1994 ละมั้ง ด้วยความที่ยุคคอมพิวเตอร์เริ่มแรกของไทย พวกซอฟต์แวร์เถื่อนเฟื่องฟูมาก ผู้ใช้งานตามบ้านส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ รู้แต่ว่าไปซื้อคอมฯ แล้วให้ช่างลงโปรแกรมให้ เขาก็ลงให้ได้หมด หรือไปหาซื้อแผ่นตามพันธุ์ทิพย์พลาซ่า แผ่นเดียวร้อยนึง มีโปรแกรมทั่วจักรวาลในซีดีแผ่นเดียว ไอ้ทางเลือกโปรแกรมออฟฟิศฟรีๆ นี่ไม่ได้อยู่ในสายตาเลยเหอะ

ผมจำได้ว่าตอนทำงานเป็นครั้งแรกในชีวิต ตอนนั้นกระแสการตรวจจับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาแรงขึ้น ที่ออฟฟิศผมเอง เป็นบริษัทญี่ปุ่น เขาก็อยากให้ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็เกิดความตื่นตัว ซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์กันใหญ่ (เพราะช่วงนั้นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เกลื่อนเมืองมาก แล้วละเมิดลิขสิทธ์กันหมด) แล้วก็ต้องผงะกับค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมา

IBM AS/400 เวอร์ชันต่างๆ
เครดิตภาพ: IBM

เผื่อใครนึกภาพไม่ออก ยุคนั้นหลายๆ บริษัทก็ประหยัดงบด้วยการซื้อคอมฯ ประกอบ ซอฟต์แวร์ภายในนั้นก็เถื่อนกันแบบเกือบ 100% เลยเหอะ บริษัทที่ผมไปทำงานอยู่ แม้จะเป็นบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีชื่อในสมัยนั้น แต่ในยุคคอมพิวเตอร์เริ่มแรก (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัทยังเป็น IBM AS/400) เขาไม่ได้มีสิ่งที่เรียกว่าแผนกไอทีเลยครับ ผมนี่ไปเป็นรุ่นบุกเบิกเลย นอกจากทำหน้าที่เป็นไอทีซัพพอร์ตแล้ว ก็ต้องทำตัวเป็นแอดมินของเซิร์ฟเวอร์ด้วย ตอนนั้นเขายอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์ Windows 98 กันหมดแล้ว ตอนซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ เราก็ให้แน่ใจเลยว่ามันจะต้องมี Windows ติดตั้งมาให้ด้วย ยุคนั้นยังไม่รู้จักคำว่า Volume license ครับ (ฮา)

จริงๆ ตอนแรกผู้บริหารจะให้เปลี่ยนมาใช้ Linux กันครับ แต่ผู้บริหารเองก็ไปไม่รอด ความคิดนี้เลยถูกพักไป (ฮา) … เอาจริงๆ นะ ยุคนั้นถ้าใช้ Linux ละก็ ปิดบริษัทเหอะ งานไม่เดินแน่ ยกเว้นจะเป็น Geek ทั้งบริษัท และไม่คิดจะทำงานร่วมกับบริษัทอื่นเลย

หน้าตาของโปรแกรม OpenOffice 4.1.6 ในส่วนของ Writer
ถ้าตอนนั้น OpenOffice มันดีเหมือนสมัยนี้ อาจจะได้เปลี่ยนโปรแกรมใช้ก็ได้นะ | เครดิตภาพ OpenOffice.org

แต่มันมีโจทย์อยู่ว่า โปรแกรม Microsoft Office นี่จะทำยังไง คือ ตอนนั้นเวอร์ชัน Professional สำหรับใช้ทำงานออฟฟิศนี่คือแพงโฮกมาก ชุดนึงเกือบสองหมื่นบาท แล้วแบบ ถ้าต้องใช้กับพนักงานทุกคนคือ อ้วก ก็เลยมีความพยายามหันไปใช้ OpenOffice ครับ แต่ไปไม่รอด เพราะว่าตอนนั้น Sun Microsystems เพิ่งจะประกาศให้ Source code ของ StarOffice เป็น Open source แล้วเปิดชุมชน OpenOffice ขึ้นมาหมาดๆ โปรแกรม OpenOffice ยุคนั้น ทำงานเอกสารได้ แต่ทำงานร่วมกับ Microsoft Office นี่คือพินาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อใช้ภาษาไทย

ตอนหลัง ภาครัฐเหมือนจะพยายามช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับภาคเอกชน NECTEC มาช่วยพัฒนา ปลาดาวออฟฟิศ ขึ้นมา เพื่อกะว่าจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่มีงบประมาณน้อย ไม่มีปัญญาไปจ่ายค่าโปรแกรม Microsoft Office แพงๆ ได้ ตอนนั้นคึกมาก NECTEC ลงข่าวเลย ปลาดาวออฟฟิศออกมาเขย่าบัลลังก์ ไมโครซอฟต์ออฟฟิศ (ปัจจุบันหน้าข่าวนั้นหายไปแล้วนะจ๊ะ) ทาง Sun Microsystems เองก็ออกข่าวว่าเป็นปลื้ม มียอดดาวน์โหลดไปใช้สามแสนกว่าชุด (ถือว่าเยอะมาก ในยุคอินเทอร์เน็ตเริ่มแรกแบบนี้) แต่สุดท้าย คนเขาก็ดาวน์โหลดไปลอง แล้วก็พบว่า มันใช้ทดแทนไม่ได้อ่ะ ถ้าอยากจะใช้ได้ อาจจะต้องมีการไปจ้างนักพัฒนามาต่อยอดอีกที เพื่อให้ตอบโจทย์ ซึ่งสุดท้าย เผลอๆ แพงกว่าการซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มาใช้อีก เพราะมันยังมีค่าฝึกอบรมพนักงานให้ใช้งานได้ เนื่องจากพนักงานไม่คุ้นเคยกับโปรแกรมนี้ (อย่าลืม พนักงานก็ใช้คอมพิวเตอร์ที่มีซอฟต์แวร์เถื่อนอยู่ที่บ้าน)

จากนั้นความพยายามในการหาโปรแกรมมาทดแทน Microsoft Office ก็เงียบหายไปพักใหญ่มากๆ ส่วนนึงคงเพราะกระแสการจับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ลดลง (อินเทอร์เน็ตคาเฟ่เริ่มล้มหายตายจาก เพราะค่าเน็ตบ้านถูกลง คนมีอินเทอร์เน็ตใช้กันในบ้านมากขึ้น) และกลับมามีคนพยายามหาโปรแกรมทดแทนก็ตอนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเฟื่องฟู อยากได้โปรแกรมเปิดพวก Microsoft Office บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

แบนเนอร์โฆษณา Microsoft Office 365

ยิ่งตอนหลัง Microsoft พลิกโฉมโมเดลธุรกิจ มาเป็นการให้บริการแบบ Subscription เปิดตัว Microsoft Office 365 ที่ให้จ่ายกันเป็นรายเดือน ในระดับที่แบบว่าถูกกว่าไปซื้อลิขสิทธิ์แบบขายขาดมาซะอีก (เพราะปัจจุบัน อายุของเครื่องคอมพิวเตอร์มันสั้นลง สั้นกว่าอายุลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ทำให้การซื้อลิขสิทธิ์แบบ Subscription คุ้มค่ากว่ามาก) ผู้ใช้งานทั่วไป จ่ายเดือนละ 242 บาท สามารถใช้ Microsoft Office ได้สูงสุด 5 คน โดยแต่ละคนได้สิทธิ์ในการลงเครื่องคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง และมี OneDrive ใช้อีก 1TB คือ คุ้มจะตาย สมัครด้วยอีเมลกลาง แล้วหาเพื่อนมาช่วยหาร ตกคนละ 50 บาท/เดือน วันนึงไม่ถึงสองบาทเหอะ

ภาพหมู่ของผู้บริหารองค์กรต่างๆ ที่มาร่วมเปิดตัว Thai WPS

สองปีก่อน ไม่รู้นึกยังไงกัน อยู่ๆ บริษัท Kingsoft ก็เอา WPS Office มาพัฒนาให้เหมาะกับคนไทยมากขึ้น แล้วมาเปิดตัว Thai WPS ในประเทศไทย มีข่าวเปิดตัวใหญ่โตเลย และมีค่าใช้จ่ายรายปีอยู่ แต่อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่แพง คือ Lifetime license นี่ห้าพันกว่าบาท แต่ถ้าจ่ายรายปีก็ตกปีละพันกว่าบาท ข่าวเขาว่าหวังเจาะตลาดไทย

แต่ … เหอะๆ … มาอีตอนที่ Microsoft เขาเปิดตัว Office 365 ไปแล้วเนี่ยนะ … จะรอดเรอะ … ไม่รอดน่ะสิ ปัจจุบันเว็บ Thai WPS เขาไม่มีอัพเดตอะไรแล้วล่ะครับ ผู้ใช้งานในภาคธุรกิจไม่มีใครเขาอยากไปลองของแปลก ทั้งๆ ที่คุ้นชินกับ Microsoft Office มาตลาดชีวิตหรอก และผู้ใช้งานตามบ้าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง และเมื่อผู้ใช้งานตามบ้าน ที่ก็กลายมาเป็นพนักงานออฟฟิศ คุ้นชินแต่ Microsoft Office แล้ว Thai WPS ก็ยิ่งตีตลาดยากมากเข้าไปอีก … ต่อให้โฆษณาว่าสามารถใช้ทดแทนกันได้มากขนาดไหนก็ตาม (และจริงๆ แล้ว ฟีเจอร์ก็ไม่ครบเครื่องเท่า Microsoft Office ครับ)

สุดท้ายอ่ะ โปรแกรมออฟฟิศที่ตามหาใช้ฟรีกันแทบตาย ก็จบลงด้วยการที่

  • Windows กลายเป็นของอัพเกรดฟรีไปแล้ว ถ้าเราได้ซื้อมาทีนึง (จะซื้อไลเซ่นส์มาติดตั้งเอง หรือซื้อคอมพิวเตอร์ที่มี Windows 10 pre-installed มาแล้วก็ได้)
  • Microsoft Office ซื้อเป็น Office 365 จบเช่นกัน เอา User ที่เหลือมาให้แฟนใช้ ให้น้องชายใช้ ให้แฟนน้องชายใช้ ให้น้าชายใช้ ครบพอดี
  • ถ้าเกิดต้องใช้พวก Adobe ทั้งหลายแหล่ ก็ไปนับเอาเลย จำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง แล้วได้ใช้จริงๆ คุ้มไหม จากนั้นก็สมัคร Adobe Creative Cloud ไปเลย จบ

Post Author: นายกาฝาก

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ผู้นิยมชมชอบการรีวิวแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าคนอ่านเขาได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์แล้วยังตัดสินใจซื้อ เขาจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์นั้นน้อยกว่าซื้อเพราะอ่านบล็อกที่เขียนมาอวย ... ก็เท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.