กฎหมายแรงงานน่ารู้ อย่าให้นายจ้างเอาเปรียบ ตอนที่ 3 1

กฎหมายแรงงานน่ารู้ อย่าให้นายจ้างเอาเปรียบ ตอนที่ 3

ในตอนที่ 3 ของการพูดถึงกฎหมายแรงงานน่ารู้นี้ ก็อยากจะพูดถึงเรื่องวันหยุดวันลากันในรายละเอียดครับ และขอเขียนในแนว ถาม-ตอบ โดยดึงเอาคำถามที่ผมมักได้ยินบ่อยๆ สมัยที่ยังทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตของโรงงานแห่งหนึ่ง และที่มีคนถามผม ปรึกษาผมเข้ามาให้ได้อ่านกันนะครับ


Q: ที่โรงงาน ทำไมพนักงานรายวันทำ OT วันหยุดได้ 2 แรง ทำไมพนักงานรายเดือนได้ OT แค่เท่าเดียว? ไหนกฎหมายบอก OT ต้อง 1.5 เท่าไง?

A: ปัญหามันอยู่ที่วิธีการเรียกนั่นแหละครับ เพราะเวลาที่ทำงานนอกเหนือเวลาทำงานปกติ พวกเราเรียกเป็น OT กันหมดเลย แต่ในทางกฎหมายมันไม่ใช่อะไรแบบนั้นครับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 5 (3) ได้นิยามไอ้ที่เราเรียกว่า OT เหมือนๆ กัน ไว้เป็น 3 แบบนะครับ คือ

  • “ค่าล่วงเวลา” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน
  • “ค่าทำงานในวันหยุด” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานในวันหยุด
  • “ค่าล่วงเวลาในวันหยุด” หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ ดีกว่า สมมติว่า นาย ก. เป็นพนักงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ซึ่งเวลาทำงานปกติที่ประกาศไว้คือ จันทร์ – เสาร์ เวลา 08:00 – 17:00 น. (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโรงงานทั่วไป) ฉะนั้น

  • การทำงานหลังเวลา 17:00 น. ในวันจันทร์ – เสาร์ จะถือว่าเป็นการทำล่วงเวลา และจะต้องได้ค่าล่วงเวลา คิดเป็น 1.5 เท่าของค่าแรง
  • การทำงานในวันอาทิตย์ วันหยุดประจำปี หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ถือว่าเป็นการทำงานในวันหยุด และจะได้รับค่าตอบแทนการทำงานเป็นค่าทำงานในวันหยุด ซึ่งพนักงานรายวันและรายเดือนจะได้แตกต่างกัน  เพราะ
    • พนักงานรายเดือน ปกติแล้วเพื่อจะได้คิดค่าล่วงเวลาง่ายๆ ค่าจ้างจะถูกกำหนดไว้เป็น [เงินเดือน/30 วัน] เช่น เงินเดือน 30,000 บาท ก็เท่ากับ 1,000/วัน เป็นต้น ดังนั้นเวลามาทำงานในวันหยุดแบบนี้ กฎหมายเลยถือว่าเป็นลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด (มาตรา 62 (1)) ดังนั้นนายจ้างก็แค่จ่ายค่าจ้างพิ่มขึ้นจากค่าจ้างไม่น้อยกว่า 1 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ เช่น ถ้าทำเต็มๆ 8 ชั่วโมง ก็จ่ายเพิ่มอีก 1,000 บาท พอ
    • พนักงานรายวัน ปกติแล้วถ้าไม่มาทำงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง (แน่นอน หมายความว่าวันหยุดก็จะไม่ได้ค่าจ้าง) ก็เลยถือเป็นลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิรับค่าจ้างในวันหยุด (มาตรา 62 (2)) ดังนั้น นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ ดังนั้นถ้าพนักงานรายวันมีค่าแรง 300 บาท/วัน เวลามาทำงานวันหยุด 8 ชั่วโมง ก็จะได้ค่าแรง 300 x 2 = 600 บาท/วัน ครับ
  • การทำงานหลังเวลา 17:00 น. ในวันอาทิตย์ วันหยุดประจำปี หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ถือเป็นการทำงานล่วงเวลาในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่า 3 เท่าของค่าทำงานในวันทำงานปกติ (มาตรา 63) ทั้งพนักงานรายวัน และ รายเดือน

Q: ขั้นต่ำที่สุดแล้ว วันหยุดที่พนักงานพึงมีพึงได้จากนายจ้างควรมีอะไรบ้าง?

A: วันหยุดนั้น กฎหมายกำหนดไว้เป็น 3 ประเภทดังนี้ครับ

  1. วันหยุดประจำสัปดาห์: มาตรา 28 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างต้องให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน และวันหยุดประจำสัปดาห์จะต้องมีระยะห่างไม่เกิน 6 วัน (ดังนั้น ใครที่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์ ถือว่านายจ้างให้หยุดมากกว่าที่กฎหมายกำหนดแล้วนะ) ยกเว้นพวกงานโรงแรม, งานขนส่ง, งานในป่า, งานในที่ทุรกันดาร อันนี้กฎหมายยอมให้ตกลงกันเพื่อสะสมวันหยุดไปภายหลัง แต่ต้องภายในระยะเวลา 4 สัปดาห์
  2. วันหยุดตามประเพณี: มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดให้นายจ้างต้องกำหนดวันหยุดตามประเพณีให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า 1 ปี โดยมีจำนวนวันหยุดไม่น้อยกว่า 13 วัน รวมวันแรงงานแห่งชาติตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ปัจจุบันคือ 1 พฤษภาคม) มาตรา 29 วรรค 3 ยังระบุอีกว่า หากวันหยุดตามประเพณีนี้ดันไปตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ก็จะได้หยุดชดเชยในวันถัดไป แต่ในความเป็นจริง นายจ้างก็อาจเปลี่ยน หรือ เลื่อนตามเหมาะสม และส่วนใหญ่ลูกจ้างก็จะไม่ขัดอะไร นอกจากนี้ กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ก็ยังกำหนดไว้ว่า ในกรณีที่เป็นพวกงานประเภทโรงแรม สถานมหรสพ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล สถานบริการท่องเที่ยว งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร งานขนส่ง งานที่ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน ก็อาจตกลงกันให้ไปชดเชยวันอื่นหรือจ่ายชดเชยเป็นค่าทำงานในวันหยุดแทนได้
  3. วันหยุดพักผ่อนประจำปี: เคยพูดถึงไปแล้วว่าอย่างน้อยต้องมี 6 วัน และพนักงานจะใช้สิทธิได้เมื่อทำงานมาครบ 1 ปีแล้ว แต่ก็อีกนั่นแหละ บางบริษัทเขาก็อาจจะยอมให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ปีแรกเลย … รายละเอียดเพิ่มเติม ไปอ่านบล็อกตอนแรกนู่น

Q: แล้วสิทธิในการลาล่ะ กฎหมายให้ลูกจ้างลาแบบใดได้บ้าง?

A: วันลาที่ลูกจ้างสามารถลาได้ ตามที่กฎหมายกำหนด ก็มี 6 แบบ คือ

  1. วันลาป่วย: สามารถลาได้ตามจริง (จะป่วย 100 วัน ก็ลาได้ … ถ้าไม่โดนนายจ้างกัดฟันเลิกจ้าง หรือบีบให้เราลาออกซะก่อน) หนำซ้ำ ภายใน 30 วัน ยังได้เงินค่าจ้างอยู่ด้วย (เฉพาะในกรณีลูกจ้างที่มีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุด)
  2. วันลาเพื่อทำหมัน: อันนี้อย่าเพิ่งขำ แต่มีจริงๆ และกฎหมายให้สิทธิลาได้ตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนดและออกใบรับรอง แต่แพทย์ต้องเป็นแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งนะครับ (มาตรา 33)
  3. วันลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็น: อันนี้ตามเงื่อนไขการลากิจของบริษัทเลย เพราะมาตรา 34 บอกว่า ให้สิทธิลาได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
  4. วันลาเพื่อรับราชการทหาร: มาตรา 35 กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
  5. วันลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ: อันนี้เงื่อนไขคือ ต้องเพื่อประโยชน์ต่อแรงงานและสวัสดิการสังคม หรือเพิ่มทักษะความชำนาญเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของลูกจ้าง แต่ตรงนี้ต้องมีโครงการหรือหลักสูตรและกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน ลูกจ้างก็ต้องแจ้งเหตุที่ลาโดยชัดแจ้งพร้อมแสดงหลักฐาน (ถ้ามี) ให้นายจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีนี้นายจ้างก็อาจไม่อนุญาตได้ ภายใต้เงื่อนไข
    1. ลูกจ้างเคยได้รับอนุญาตให้ลามาแล้ว 30 วัน
    2. ลูกจ้างเคยลาแบบนี้มาแล้ว 3 ครั้งขึ้นไป
    3. หากลูกจ้างลาแล้วอาจเกิดความเสียหายหรือกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของนายจ้าง
  6. วันลาเพื่อคลอดบุตร: เฉพาะผู้หญิงนะ (แหงสิ) กฎหมายให้ลาคลอดได้ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วัน โดยนับรวมวันหยุดด้วยนะ (มาตรา 41) แต่ตอนนี้ได้ยินว่ากำลังจะพยายามแก้กฎหมายเพื่อให้ผู้ชายก็ลามาช่วยเมียเลี้ยงลูกได้ 15 วันอ่ะนะ … ในกรณีของการลาเพื่อคลอดบุตรนี่ นายจ้างต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้เหมือนเป็นวันทำงานปกติตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วันนะครับ นั่นหมายความว่า ถ้าใช้สิทธิลาเต็ม 90 วัน ก็จะยังได้รับค่าจ้าง 45 วัน นั่นเอง

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

กฎหมายแรงงานน่ารู้ ตอนอื่นๆ

Post Author: นายกาฝาก

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ผู้นิยมชมชอบการรีวิวแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าคนอ่านเขาได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์แล้วยังตัดสินใจซื้อ เขาจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์นั้นน้อยกว่าซื้อเพราะอ่านบล็อกที่เขียนมาอวย ... ก็เท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.