COWAROBOT R1 at Hong Kong International Airport Terminal 1

Smart luggage กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ รุ่งหรือร่วง?

ซัก 2-3 ปีก่อน ผมสังเกตว่ามีพวก Start up เขาทำ Smart luggage หรือกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะกันบานเบอะมาก อารมณ์คือมันเหมือนจะเป็นเทรนด์ มีคนพยายามใส่ฟีเจอร์ต่างๆ ลงไปในกระเป๋าเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นใส่พาวเวอร์แบงก์แล้วให้พอร์ต USB มาสำหรับชาร์จสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต มี GPS ไว้คอยติดตามกระเป๋า ให้มันเคลื่อนที่เองได้ มีเซ็นเซอร์ชั่งน้ำหนักในตัว ฯลฯ แต่จนแล้วจนรอด ผมอยากถามว่า คุณได้เห็นเจ้า Smart luggage นี่กี่มากน้อย?

สำหรับตัวผมเอง ผมเป็นเจ้าของไอ้สิ่งที่เรียกว่า Smart luggage หรือกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะอยู่ใบนึงครับ ตอนนั้นโดนไปสองหมื่นกว่าบาทเห็นจะได้ กับเจ้า COWAROBOT R1 ที่เป็นโปรเจ็กต์จาก Kickstarter และ Indiegogo (ผมสอยมาจากค่ายหลัง) ซึ่งผมก็ได้รีวิวให้ได้อ่านกันไปแล้ว

Smart luggage กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ รุ่งหรือร่วง? 1

และบอกตรงๆ ว่า หลายๆ สายการบินก็ตื่นตัว และเตรียมตัวพร้อมสำหรับการมาของ Smart luggage กันแล้ว เพียงแต่ว่า ด้วยข้อจำกัดเรื่องข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในการบิน และข่าวคราวเรื่องแบตเตอรี่ระเบิดกันบนเครื่องเป็นครั้งคราว มันทำให้หลายๆ สายการบิน โดยเฉพาะที่บินไปสหรัฐอเมริกาต้องออกมาห้ามพวก Smart luggage ที่ไม่สามารถถอดแบตเตอรี่ได้ (ตรงนี้ผมบอกก่อนเลยว่า มันไม่ใช่เฉพาะสายการบินสัญชาติอเมริกันตามข่าวในลิงก์ แต่สายการบินอื่นๆ ก็ห้ามแบบเดียวกันครับ ที่ผมทราบก็มี Qatar และ Cathay Pacific) ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าว

แต่ข้อกำหนดที่ว่านี้ก็เล่นเอา Startup บางรายที่ทำผลิตภัณฑ์จำพวก Smart luggage ป่วนไปเหมือนกันครับ เช่น Bluesmart ด้านบนนี่ ดูไฮโซมากครับ แม้จะเคลื่อนที่เองไม่ได้แบบ COWAROBOT R1 ก็เหอะ แต่ฟีเจอร์หลายๆ อย่าง ก็ทำให้มันดูเป็น Smart luggage จริงๆ ทว่าอนาคตมันต้องดับเพราะว่าถูกออกแบบมาให้แบตเตอรี่เป็นแบบ Built-in ถอดออกไม่ได้ เลยโดนสายการบินแบนไป

ข้อสังเกตของผมคือ นิยามของคำว่า Smart luggage หรือ กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ เนี่ย มันเป็นยังไงกันแน่ ผมลองค้นหาดู แล้วก็ไปเจอบทความนึงของ Forbes เกี่ยวกับเรื่อง Smart luggage 5 ยี่ห้อที่ควรค่าแก่การซื้อ ซึ่งย่อหน้าแรกๆ เขาพูดถึง Smart luggage เอาไว้ว่าแบบนี้ครับ

กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ จะนำเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21 อาทิ พาวเวอร์แบงก์, หรือแม้แต่ระบบติดตามพิกัดด้วย GPS เพื่อให้สามารถค้นหากระเป๋าได้อย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่ก็จะใส่ฟีเจอร์อย่างเช่น เครื่องชั่งน้ำหนักอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปเพื่อชั่งน้ำหนักกระเป๋า บางใบมีใส่มอเตอร์เข้าไปด้วย เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ขนส่งไปในตัว นักธุรกิจที่ต้องเดินทางหันมาใช้กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะมากขึ้น ส่วนใหญ่เพราะความสามารถในการชาร์จแบตเตอรี่ให้กับโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวในช่วงระหว่างพักรอเที่ยวบิน และความสามารถในการบอกพิกัดที่ช่วยให้ค้นหากระเป๋าเจอได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ผ่านทางแอปบนสมาร์ทโฟน

Forbes Finds

จะเห็นได้ว่า นิยามของ Smart luggage มันยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นะครับ แต่แนวคิดพื้นฐานก็คือ มันจะเป็นกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะได้ ต้องมีการผนวกเอาเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าไปด้วยนั่นเอง

ทดสอบ COWAROBOT R1 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

การมีพาวเวอร์แบงก์แบบที่ถอดออกได้ แทบจะเรียกว่าเป็นขั้นพื้นฐานสุดๆ ของกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะ จากนั้นก็ต้องดูว่าลูกเล่นอื่นๆ ที่มี มันให้มาด้วยครับ เช่น COWAROBOT R1 นี่ ลูกเล่นที่เป็นจุดขายคือ การปลดล็อกกระเป๋าผ่านแอปหรือตัว Bracelet และการที่มันสามารถเดินตามเราได้ สามารถควบคุมกระเป๋าให้เคลื่อนที่ได้ผ่านแอป เป็นต้น

ในความเห็นของผม Smart luggage มันยังมีปัญหาอยู่ในหลายๆ ด้าน คือ

  • ด้านข้อกำหนดความปลอดภัยของการบิน ที่สร้างข้อจำกัดหลายๆ อย่างให้กับการออกแบบตัวกระเป๋า เช่น แบตเตอรี่ที่ต้องทำออกมาเป็นแบบถอดปลี่ยนได้ ส่งผลให้ยังต้องใช้เนื้อที่เพิ่มขึ้น และน้ำหนักก็เพิ่มขึ้นด้วย หรือ การจำกัดปริมาณแบตเตอรี่ที่จะสามารถพกขึ้นเครื่องได้ และต้อง Carry on เท่านั้น ซึ่งทำให้ฟีเจอร์เช่น การแปลงกระเป๋าเดินทางเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แม้จะยังสามารถทำได้ ก็ทำได้จำกัด เช่น MODOBAG นี่ ใช้แบตเตอรี่ความจุประมาณ 94Wh ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบิน เลยนำขึ้นเครื่องได้ แต่เดี๋ยวนี้สายการบินก็อาจจะให้เราต้องถอดแบตเตอรี่ออกก่อน ซึ่งการถอดแบตเตอรี่ของ MODOBAG นี่ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เร็วซักเท่าไหร่
MODOBAG เป็นกระเป๋าเดินทางที่ขี่ได้ ตัวนี้สเปกแบตเตอรี่พกขึ้นเครื่องได้ เพราะต่ำกว่า 100Wh
  • ด้านเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไปไม่สุด เช่น เทคโนโลยี Self-driving ที่ทำให้กระเป๋าเดินทางอัจฉริยะมันสามารถเดินทางเจ้าของได้นี่แหละครับ ในคอนเซ็ปต์ของ COWAROBOT R1 มันดีมากเลย แต่ของจริงมานี่เน้นไปที่การจับภาพเจ้าของมากไป และทำให้มีข้อจำกัดมากมายในการใช้งาน เช่น สภาพแสงน้อยเกินไปก็ไม่ทำงาน แค่คนเดินตัดผ่านก็หยุดทำงานแล้ว เป็นต้น แต่เรื่องนี้ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่มาก เพราะเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า มันก็จะแก้ไขปัญหาพวกนี้ไปได้เอง Ovis by ForwardX ที่เป็นกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะตัวล่าสุด ก็แสดงให้เห็นถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ มีบล็อกเกอร์เมืองนอกบางคนได้เอาไปลองแล้ว แต่ใน Crowdfunding บน Indiegogo ผมยังเห็นว่ามีปัญหาเรื่องการส่งมอบตามเวลา (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกตินะ เพราะ COWAROBOT R1 ของผมนี่ล่าช้าไปสองปีเหอะ) จะเห็นได้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำพวกกระเป๋าเดินทาง เช่น Samsonite หรือ Amarican Tourister เขายังไม่มีรุ่นที่เป็นกระเป๋าเดินทางอัจริยะออกมาซักเท่าไหร่ ตรงนี้เข้าใจได้ว่าเพราะมันยังสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีๆ ให้สมชื่อแบรนด์ไม่ได้นั่นเอง
Ovis เป็นกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะที่สามารถติดตามเจ้าของได้ และเทคโนโลยีดูดีกว่า COWAROBOT R1
  • ด้านความยั่งยืนของบริษัท เพราะเท่าที่เห็น ส่วนใหญ่เป็น Startup กันครับ ที่ทำอะไรพวกนี้ ซึ่งเหตุผลก็คงเพราะว่าไม่จำเป็นต้องเอาชื่อเสียงไปเสี่ยงกับประสบการณ์ใช้งานแย่ๆ แต่นั่นก็ทำให้เราต้องอยู่บนความเสี่ยงว่าบริษัทพวกนี้จะไม่ได้ไปต่อ อย่างเช่น COWAROBOT นี่ ผมก็เห็นเขาเงียบไปพักใหญ่ๆ แล้วนะ เว็บไซต์ก็เดี้ยง แต่ยังดีว่าแอปมันยังอัพเดตอยู่ แต่นั่นมันก็เมื่อเดือนก่อนนู้นอ่ะ อนาคตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ผมอีเมลไปสอบถามปัญหาบางอย่างเมื่อ 4 วันก่อน ก็เงียบหายไปเลยเช่นกัน

ผมยังมองว่า Smart luggage หรือกระเป๋าเดินทางอัจฉริยะยังมีอนาคตอยู่ครับ เพราะคนเราต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างที่เดินทาง และการทำให้กระเป๋าเดินทางทำอะไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ มันคือวิธีนึงในการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีๆ ให้ เพียงแต่ตอนนี้เทคโนโลยีมันยังไม่พร้อมมาก และคงต้องมีการหารือกันกับหน่วยงานด้านมาตรฐานความปลอดภัยของการบินอีกเยอะครับ

Post Author: นายกาฝาก

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ผู้นิยมชมชอบการรีวิวแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าคนอ่านเขาได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์แล้วยังตัดสินใจซื้อ เขาจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์นั้นน้อยกว่าซื้อเพราะอ่านบล็อกที่เขียนมาอวย ... ก็เท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.