Social credit ระบบจิตพิสัยสำหรับประชาชนในประเทศจีน 1

Social credit ระบบจิตพิสัยสำหรับประชาชนในประเทศจีน

ข่าวคราวของการนำระบบ Social credit มาใช้อย่างเต็มรูปแบบในประเทศจีน ภายใน พ.ศ. 2563 หรืออีกสองปีข้างหน้านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการพูดถึงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 แล้ว และก็มีการนำระบบนี้มาเริ่มใช้ทีละนิดๆ แล้วด้วย โดยแรกเริ่มนี่เห็นเขาว่าการเข้าร่วมโครงการเป็นไปโดยสมัครใจก่อน แต่พอถึงปี พ.ศ. 2563 แล้วก็จะเป็นภาคบังคับแล้ว (พูดง่ายๆ ทุกคนต้องเข้าร่วมโครงการ)

โครงการนี้นับได้ว่าเป็นโครงการที่ใช้ Big data ครั้งใหญ่ (ลองนึกถึงจำนวนประชากรในประเทศจีน และจำนวน “พฤติกรรม” ที่เก็บข้อมูลไว้) ผสมผสานกับระบบ Big brother (หมายถึง กล้องวงจรปิดจำนวนมาก เห็นว่ามีเครือข่ายใหญ่ระดับ 200 ล้านกล้องเลยทีเดียว) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ซึ่งเอาไว้ในการตรวจจับและยืนยันตัวบุคคลจากอัตลักษณ์ต่างๆ (เช่น ใบหน้า หรือ รถยนต์ที่เป็นเจ้าของ อะไรแบบนี้)

แล้ว Social credit นี่เขาคิดคะแนนกันยังไง?

จากบทความของ Wired ว่ากันว่าประชาชนจะถูกประเมินและให้คะแนนในช่วง 350-950 คะแนน โดยมีปัจจัยหลักๆ 5 ประการในการใช้ประเมิน ได้แก่
  1. ประวัติเครดิตของประชาชน เช่น จ่ายบิลค่าน้ำค่าไฟตรงเวลาไหม
  2. ความสามารถในการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งหมายถึงความสามารถในการทำตามข้อตกลงในสัญญา คงจะอารมณ์ว่าเบี้ยวบ่อยไหม อะไรแบบนี้ละมั้ง
  3. คุณลักษณะของบุคคล เช่น มีการยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลหรือยัง ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน โทรศัพท์เบอร์อะไร อะไรแบบนี้
  4. พฤติกรรม และ ความชื่นชอบส่วนตัว นิสัยการช้อป สินค้าที่ซื้อ พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ถูกเอามาคิดเป็นคะแนนได้หมด เช่น ซื้อผ้าอ้อมเด็กเยอะๆ แสดงว่าเป็นพ่อแม่ที่ใส่ใจลูก เอาคะแนนบวกไป เล่นเกมออนไลน์นานๆ แสดงว่าไม่ตั้งใจเรียน ก็ลบคะแนนออก อะไรแบบนี้เป็นต้น
  5. เพื่อน หรือ เครือข่าย ทั้งตัวเลือกของเพื่อนที่เรามี หรือแม้แต่พวกข้อความหรือเนื้อหาที่โพสต์บนโซเชียลมีเดีย จะมีผลต่อคะแนนทั้งนั้น
ด้วยระบบ Social credit ประชากรจีนทุกคนก็จะถูกประเมินคะแนน
ด้วยระบบ Social credit ประชากรจีนทุกคนก็จะถูกประเมินคะแนน

แนวคิดของ Social credit นี่ ก็คือใครที่ทำดี มีพฤติกรรมที่รัฐบาลจีนพึงประสงค์ ก็จะได้คะแนนสูงๆ แล้วคะแนนสูงๆ นี้ก็จะให้ประโยชน์ต่างๆ กับคนที่มีคะแนนสูง เช่น

  • ถ้าไปเข้าเว็บหาคู่ ก็มีโอกาสที่ชื่อจะถูกจับคู่มากกว่าคนอื่น
  • ได้ส่วนลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำค่าไฟ
  • เช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ โดยไม่ต้องวางมัดจำ
  • กู้เงินก็ได้ดอกเบี้ยถูกกว่าปกติ

แต่ถ้าเกิดว่าคะแนนต่ำๆ ละก็ โอกาสหรือความสะดวกบางอย่างของประชาชนก็จะถูกริดรอนออกไปครับ เช่น

  • ซื้อตั๋วเครื่องบินหรือรถไฟไม่ได้
  • ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ใช้ลดลง
  • ตัวเองหรือลูก อาจจะถูกแบนไม่ให้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆ
  • โอกาสในการหางานตำแหน่งดีๆ ก็ยาก
  • ไปพักในโรงแรมดีๆ ก็ไม่ได้

จะเห็นได้ว่าการใช้งาน Social credit ของประเทศจีนนี่ มันเข้าข่ายหลักการดัดพฤติกรรมในทางพฤติกรรมศาสตร์เลยนะครับ คือ เอาสิทธิประโยชน์ที่ได้จากคะแนนสูงๆ มาเป็นเสริมแรงทางบวก (Positive reinforcement) ในการทำให้คนอยากมีพฤติกรรมที่ประเทศจีนต้องการ และในขณะเดียวกัน หากคะแนนต่ำ ก็จะถูกเอาความสะดวกสบายบางอย่างออกไป เป็นการเสริมแรงทางลบ (Negative reinforcement) เพื่อให้คนงดการมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของรัฐบาลจีนครับ

ผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดจาก Social credit

จากข้อมูลของ The Guardian เขาว่าตั้งแต่ต้นปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการในประเทศจีนก็จะถูกดึงเข้ามาร่วมในระบบ Social credit นี่ โดยจะต้องมีเลข “Unified social credit code” 18 หลัก ซึ่งนั่นก็จะทำให้รัฐบาลจีนสามารถติดตามธุรกิจทั้งหมดได้ และก็จะมีการขยายผลไปยังองค์กรไม่หวังผลกำไร เอ็นจีโอ สมาพันธ์การค้า และองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ด้วย

แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทที่เข้าร่วมระบบ Social credit แล้วได้คะแนนดี ก็จะเหมือนๆ กับประชาชนครับ คือ ได้เงื่อนไขการกู้เงินดีกว่า เข้าถึงระบบโน่นนี่ได้ดีกว่า ในขณะที่บริษัทที่คะแนนน้อยๆ ก็อาจจะต้องเผชิญกับเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจที่ยุ่งยาก เป็นต้น

ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน

แม้จะบทลงโทษของการมี Social credit ต่ำ จะไม่ได้ทำให้บุคคลต้องโดนจับ โดนขัง หรือโดนปรับ แต่การเอา “ความสะดวก” ออกไปจากชีวิตของคนที่มี Social credit ต่ำเนี่ย บางอย่างมันก็อาจจะมองได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิบุคคลไปนะ เช่น การห้ามซื้อตั๋วเครื่องบินยังงี้ การไม่ให้เรียนในโรงเรียนดีๆ ยังงี้

อันนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนก็ยังต้องจับตามองกันต่อไปครับ แล้วท่านผู้อ่านล่ะ มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ? คอมเม้นต์แบ่งปันความเห็นกันหน่อยได้นะ

Post Author: นายกาฝาก

บล็อกเกอร์ต๊อกต๋อย ผู้นิยมชมชอบการรีวิวแบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าคนอ่านเขาได้ทราบถึงข้อดีข้อเสียของผลิตภัณฑ์แล้วยังตัดสินใจซื้อ เขาจะมีปัญหากับผลิตภัณฑ์นั้นน้อยกว่าซื้อเพราะอ่านบล็อกที่เขียนมาอวย ... ก็เท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.